Krakow trip – Poland June 2011

ไปประชุมที่ Warsaw เที่ยวนี้ มีการฉลองเล็กๆ จากการที่ทำงานกันเป็นบ้าเป็นหลังมาตลอด เจ้านายเลยพาทีมไปเที่ยวที่เมือง Krakow ซึ่งเป็นเมืองหลวงเดิมของประเทศโปแลนด์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 ถึง ศตวรรษที่ 17 ก่อนจะย้ายเมืองหลวงมาเป็น Warsaw อย่างในปัจจุบัน

รูปทั้งหมดอยู่บน facebook ที่อยู่ในโพสนี้แค่เป็น thumbnail เท่านั้น แล้วอีกอย่าง ข้อมูลที่เขียนนี่มาจากความทรงจำล้วนๆ อาจจะคลาดเคลื่อนจากความจริงไปบ้าง ก็อย่าว่ากันเลยนะ

เมือง Krakow อยู่ห่างจาก Warsaw ลงไปทางใต้ประมาณ 300 กิโลเมตร อยู่ห่างจากชายแดนด้านติดเยอรมันแค่ 50 กิโลเองมั้ง

เราไปกันทั้งหมด 10 คนที่เห็นในภาพนี้แหละ มีตามไปทีหลังอีกคนนึง เป็น 11 คน คนในทีมนี้เป็นอเมริกัน 3 คน ชาวโปแลนด์ 5 คน แคนาเดียน หนึ่งคน แล้วก็คนไทยอีกหนึ่งคน

เราเลือกเดินทางโดยรถไฟ บ่ายวันพุธที่ 15 มิ.ย. 2011 หลังจากประชุมกันมาตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพุธบ่าย สถานีรถไฟอยู่ไม่ไกลจากออฟฟิศเท่าไหร่ เดินซัก 10 นาทีก็ถึง แต่เนื่องจากช่วงนี้ใน Warsaw มีการก่อสร้างหลายแห่งมาก เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพบอลยุโรป 2012 ที่โปแลนด์เป็นเจ้าภาพร่วมกับยูเครน สถานีรถไฟก็ปิดปรับปรุงไปประมาณ 20%

รถไฟของเราเป็นเที่ยวบ่าย 3 ครึ่ง แต่กว่าจะมาจริงๆ ก็ล่าช้าไปถึง 50 นาที ใช้เวลาบนรถไฟอยู่ประมาณสามชั่วโมง ก็มาถึง Krakow มีรถ mini van มารับพร้อมกับ local guide พาเราเข้าที่พัก

เราพักกันที่โรงแรม Wentzl ซึ่งอยู่ด้านหนึ่งของ Main Market Square เรียกได้ว่า อยู่กันติดศูนย์กลางของเมืองเลยทีเดียว โรงแรมนี้เป็นโรงแรมเก่าแก่ รอดจากการถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่มาได้ โดยที่ไฟ มาหยุดอยู่ที่โรงแรมนี้พอดี หน้าโรงแรมเลยมีภาพวาดอยู่ด้านหน้า

โรงแรมนี้มีห้องพักอยู่ไม่ถึงยี่สิบห้อง กลุ่มเราเข้ามาก็ปาเข้าไปกว่าครึ่งแล้ว เฟอร์นิเจอร์ในห้องส่วนใหญ่ก็เป็นไม้ แต่สิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ก็มีครบ wifi ฟรี แถมเร็วดีเสียด้วย

ห้องที่เราอยู่หันหน้าออกไปทาง main market square มองไปเห็นโบสถ์ St. Mary’s Basilica อยู่ข้างหน้า และจะได้ยินเสียงทรัมเป็ต Hejnał mariacki ทุกชั่วโมงถ้าเปิดหน้าต่าง

ถัดไปทางซ้ายมือจะเห็น Sukiennice ซึ่งเป็นแหล่งขายของฝากของที่ระลึกกับ Town Hall Tower กลางแสงอาทิตย์ยามเย็น (ความจริงตอนนั้นมันสองทุ่มกว่าเกือบครึ่งแล้ว แต่เพราะเป็นหน้าร้อนเลยยังไม่มืด)

บันไดไม้เก่า ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เดิน ถึงจะมีลิฟต์ แต่ถ้าแค่ 1-2 ชั้นเดินตัวเปล่าไม่มีกระเป๋าเดินทาง ใช้บันไดก็ให้ความรู้สึกขลังดีเหมือนกัน

ด้านหน้าโรงแรม เรียงรายไปด้วยร้านอาหารกลางแจ้ง เป็นช่วงของปี ที่อากาศดีมาก ลมพัดเย็นสบาย คนเลยนั่งกันเต็มไปหมด

ร้านอาหารที่เราไป dinner กัน ชื่อร้าน Wierzynek ซึ่งเป็นร้านอาหารที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1364 มีชื่อเสียงมากเนื่องจากกษัตริย์ Casimir the Great มาจัดเลี้ยงที่ร้านอาหารนี้ ห้องที่เรากินอาหารเย็นกัน มีเก้าอี้ไม้พนักสูงทุกตัว ภายในห้องมีนาฬิกาไม้แบบต่างๆ นับสิบตัว สิ่งที่ดูไม่เข้าท่าที่สุดเห็นจะเป็นแค่รูปวาดที่เห็นด้านซ้ายมือ คาดว่าวาดเลียนแบบ the last supper แต่แทนที่ด้วยคนดังๆ หลายคนนั่งโต๊ะอาหารร่วมกันอย่างเช่น มาริรีน มอนโร ไอน์สไตน์ โมสาร์ท แวนโก๊ะ คลีโอพัตรา กับอีกหลายคน มีชาร์ลี แชปลิน ยืนอยู่เป็นแบคกราวน์ข้างหลัง

อาหารอร่อยมาก บริการก็ดี เราสั่งไวน์ทั้งขาวทั้งแดง น้ำก็มีทั้งน้ำแร่ธรรมดา กับแบบอัดแก็ส (ซึ่งเป็นของธรรมดามากในยุโรป รสชาติก็แบบน้ำโซดา) ต่างคนต่างสั่งอาหารกันไป แต่ทุกคนชมว่าอาหารอร่อย

ตัวเราเอง ไหนๆ ก็มาถึงที่แล้วเลยสั่งเป็น traditional set menu ซึ่งมีตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อยที่เป็นเหมือนเกี๊ยวซ่าแต่เนื้อในเป็นชีส ซุปครีมอะไรซักอย่างจำไม่ได้ จานหลักเป็น beef tenderloid ปิดท้ายด้วยของหวาน และ vodka หนึ่งแก้ว เพื่อนชาวโปแลนด์ที่นั่งข้างๆ ก็คอยอธิบายว่า อาหารแต่ละอย่าง มักจะกินในเทศกาลอะไรบ้าง

ว็อดก้าปิดท้ายนี่เด็ดมาก แรงจัดจนกระทั่งเพื่อนชาวอเมริกันที่สั่งชุดเดียวกับเรา กินไม่ได้ เพราะเธอบอกว่ามันไอแอลกอฮอล์มัน burn จนแสบตาแสบจมูกไปหมด เราลองไปหนึ่งอึกนี่ร้อนวาบตั้งแต่คอลงไปจนถึงกระเพาะเลยทีเดียว แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ จะให้เสียเชิงชายวิศวะฯ บ้านหมี ที่เคยซัดเหล้าไทยทั้งขวดหมดในครั้งเดียวได้ยังไง แอบกระซิบบอกเจ้านายว่าถ้าน็อคไปละก้อ ช่วยลากกลับโรงแรมด้วย แล้วเลยจัดการจนหมดไปอีก 2-3 อึกจากนั้น

เราชอบการบริการของที่ร้านนี้มาก เพราะแขก 11 คน แต่การเสิร์ฟไม่มีสะดุดเลย ใครสั่งอะไรได้อย่างนั้น รวมทั้งน้ำ (ยังสงสัยอยู่ว่ารู้ได้ยังไงว่าคนไหนกินน้ำเปล่า หรือคนไหนกินน้ำ sparkling อาหารแต่ละอย่างมาพร้อมกัน คือทุกคนได้กินอาหารเรียกน้ำย่อยพร้อมกัน ซุปก็มาพร้อมกัน ยิ่งจานหลักนี่มาอย่างอลังการมาก พนักงานเสิร์ฟเดินมาเป็นแถว 5-6 คน ทุกคนสวมถุงมือขาว มีจานอาหาร ใต้ฝาครอบสเตนเลส วางหน้าแขก แล้วพนง. เปิดฝาครอบพร้อมๆ กันทุกจาน เรียกเสียง wow ได้จากทุกคน

หลังอาหารเย็นที่ใช้เวลานาน 3 ชั่วโมง เข้าร้านไปตอนสองทุ่มครึ่ง เดินออกมากว่าห้าทุ่มครึ่งแล้ว เราก็ยังเดินเตร็ดเตร่อยู่ในละแวก main market square กันต่อ

แวะนั่งกิน after dinner drink กัน เราก็สั่ง sparking water มาทำหน้าที่เป็นโซดา เจือว็อดก้าแก้วนั้นไปได้หน่อย หลังเที่ยงคืน ก็ทยอยกันเดินกลับโรงแรม

รูปล็อตข้างล่างนี่เป็นรูปเครื่องชงกาแฟในห้องพัก เพิ่งเคยรู้จักเมื่อตอนไป Cincinnati ครั้งล่าสุด คราวนั้นเห็นเป็นเครื่องใหญ่ ก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่

แต่คราวนี้มาเจอ เครื่องเล็กกระทัดรัด น่ารักมาก

ใส่น้ำด้านหลัง ได้คราวละหนึ่งลิตร ที่ใส่น้ำถอดได้ด้วย

มีแผ่นพับเล็กๆ บอกวิธีใช้ กับบอกสรรพคุณของแคปซูลแต่ละสี มีกลิ่นและรสชาติแตกต่างกัน

ใส่แคปซูลด้านหน้า โยกคันโยกลง กดปุ่มเปิดเครื่อง กับเลือกขนาดกาแฟ ว่าจะเอาเป็น shot หรือเป็นแก้ว

ใช้เวลาแป๊บเดียว ได้ espresso ร้อนๆ หนึ่ง shot

พอโยกคันโยกขึ้น แคปซูลที่ใช้แล้วก็หล่นปุ๊ ลงไปยังช่องเก็บข้างล่าง สะดวกดีมากๆ

ยิ่งใช้ยิ่งชอบ กลับมาค้นดูถึงรู้ว่า มันคือ Nespresso ของ Nestle ยังไม่มีขายในเมืองไทย แต่ใกล้ๆ นี่มีที่ฮ่องกง และสิงคโปร์ เล่นเอากิเลสพุ่ง อยากได้ขึ้นมาเชียว ทั้งๆ ที่ตัวเราเอง ก็ไม่

ได้หลงไหลคลั่งไคล้อะไรกับการกินกาแฟซักเท่าไหร่ อาจจะได้มีการเสียเงินซื้อเครื่องชงกาแฟเร็วๆ นี้ก็เป็นได้

โม้มาตั้งนาน เพิ่งจะหมดคืนแรก ยังไม่ได้เริ่มเที่ยวด้วยซ้ำ คืนก่อนกว่าจะนอนก็ปาเข้าไปตีหนึ่งกว่าแล้ว ไกด์นัดเก้าโมงเช้า แต่ตอนตีห้ากว่า มีขี้เมาไม่รู้ชาติไหนมาแหกปากร้องเพลงชาติฝรั่งเศสอยู่หน้าโรงแรม ความจริงเราก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นเพลงอะไร เพื่อนๆ บอกตอนกินข้าวเช้ากันว่านั่นคือเพลงชาติฝรั่งเศส

เก้าโมงเช้าเจอไกด์หน้าโรงแรมเราก็เริ่มออกทัวร์กัน อากาศดีมาก เดินผ่าน Town hall tower เลยเก็บมาอีกรูปตอนแสวกำลังสวยๆ รถที่เห็นๆ กันอยู่นี่จอดอยู่ได้จนถึงแค่ 10 โมงเช้า สำหรับมาส่งของให้ร้านค้าที่เรียงรายอยู่รอบ main market square เท่านั้น สายๆ หน่อยก็หายไปกันหมดแล้ว


จุดแรกที่เราแวะกันคือ Jagiellonian University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโปแลนด์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1364 ปัจจุบันมีนักศึกษากว่า 40000 คน คณาจารย์กว่า 6000 คน

อนุเสาวรีย์ Nicolaus Copernicus นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ศิษย์เก่าของมหาลัยนี้ ที่เป็นคนพิสูจน์ได้ว่า โลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ตามความเชื่อในอดีต

อาคารหลังหนึ่งในเขตมหาวิทยาลัย บนชั้นสองเป็นสถานที่ที่นาซีเยอรมัน เรียกประชุม เหล่าบรรดา professor ของมหาวิทยาลัย แจ้งข้อหาและจับกุม ในช่วงที่เยอรมันบุกเข้ายึดกรุง Krakow ตอนประมาณปี 1939

ไกด์กำลังอธิบาย จุดสำคัญต่างๆ ภายในเมือง Krakow ที่กำลังจะไปเยี่ยมชมในวันนั้น เมือง Krakow เป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นเมืองเพียงแห่งเดียวในโปแลนด์ ที่ไม่ได้ถูกเยอรมันทิ้งระเบิดจนราบเหมือนเมืองอื่นๆ จุดเดียวในเมืองที่ถูกทิ้งระเบิด คือสถานีรถไฟ ซึ่งก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน Krakow ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น UNESCO World Heritage Site มาตั้งแต่ปี 1978 ภายในเมืองมีสองแห่งที่ได้รับการขึ้นทะเบียน คือเขตเมืองเก่า (ที่เราพักกันอยู่นั่นแหละ) กับอีกแห่งอยู่ห่างไปหน่อยคือ Salt Mine

จุดต่อไปที่มุ่งหน้าไปก็คือ Wawel Hill ซึ่งคำว่า Wawel ในภาษาโปแลนด์สมัยเก่า แปลว่า แวดล้อมไปด้วยหนองบึง เป็นจุดที่สูงกว่าพื้นที่อื่นๆ ในเมือง และเป็นที่ตั้งของ Wawel Castle

ระหว่างทางก็มีโบสถ์ และอนุเสาวรีย์ กับอาคารเก่าแก่หลายหลัง เราเองก็เพิ่งรู้ว่า องค์พระสันตปะปา John Paul II ท่านเป็นชาวโปแลนด์ และดำรงตำแหน่ง Archbishop of Kraków มาก่อน ดังนั้นภายในเมือง Krakow จึงมีรูปปั้น อนุเสาวรีย์ ตลอดจนพิพิธภัณฑ์ และสถานที่สำคัญเกี่ยวกับท่านอยู่มากมาย (ไกด์เองยังบอกเลยว่า ดูเหมือนจะมากเกินไปด้วยซ้ำ)

บรรยากาศทางขึ้นด้านหน้า Wawel Hill

นายคนนี้พูดอะไรก็ไม่รู้ แต่เดาเอาว่า คงประมาณว่า “อีนี่ถ่ายรูปฉานแล้ว ช่วยบริจาคด้วยซินาย” แต่เสียใจเป็นอันมาก ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเงินเป็นแบงค์อยู่สองใบ ใบละ 100 PLN กับ 50 PLN เงินโปแลนด์มีชื่อเรียกว่า Polish Zloty ก็ตกคร่าวๆ ประมาณ 11 บาทไทยต่อหนึ่งซล็อตตี้ จะบริจาคทีละ 550 บาท ก็ดูจะใจป้ำเกินไปหน่อย เลยต้องแกล้งทำเป็นหน้ามึนเดินจากมา

Wawel hill นอกจากเป็นที่ตั้งของ Wawel Castle แล้ว ยังมีวิหาร และอาคารสำคัญอีกหลายหลัง

เมื่อครั้งเยอรมันบุกยึดเมือง Krakow ได้ใช้กลุ่มอาคารที่อยู่ใน Wawel Hill เป็นที่ตั้งกองบัญชาการ และเชื่อกันว่า นั่นคือสาเหตุที่ทำให้นาซีไม่ได้ทิ้งระเบิดสถานที่สำคัญๆ ในเมือง Krakow ไป

จากด้านหน้า มองลงไปด้านล่าง จะเห็นอาคารที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พักของ Oskar Schindler อยู่ใกล้ๆ

ปากทางเข้าวิหาร Cathedral Basilica of Sts. Stanisław and Vaclav หรือเรียกง่ายๆ ว่า Wawel Cathedral เป็นสถานที่ที่กษัตริย์โปแลนด์ใช้ทำพิธีราชาภิเศก ภายในนอกจากแบ่งเป็น Chapel ย่อยๆ แล้ว ยังมีหลุมศพของกษัตริย์ ราชวงค์ และบุคคลสำคัญๆ ของโปแลนด์อยู่ใต้ดินอีกด้วย อดีตประธานาธิปดีโปแลนด์ Lech Kaczyński และภรรยา ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกเมื่อปี 2010 ก็ถูกฝังอยู่ในสุสานใต้ดินนี้เช่นกัน

เนื่องจากภายในวิหาร ห้ามถ่ายภาพ เลยได้แต่เดินตาม แล้วก็ฟังเจ๊ไกด์สาวอธิบายรายละเอียด ของกษัตริย์แต่ละองค์ รวมไปถึงเกร็ดความรู้ต่างๆ เยอะมาก

ส่วนหนึ่งของวิหารคือ หอระฆัง Sigismund Bell ซึ่งเป็นหอสูงอยู่ติดกับ Wawel Cathedral ภาพที่เห็นข้างบน คือวิวของเมือง Krakow มองจากยอดหอระฆัง

หอระฆังประกอบไปด้วยระฆัง 5 ใบใหญ่ที่สุดอยู่บนยอดหอ น้ำหนักกว่า 13 ตัน ต้องใช้คน 6 คนในการตีระฆัง และจะตีระฆังเฉพาะในโอกาสพิเศษ ปีหนึ่งๆ จะตีอยู่ประมาณ 23-24 ครั้งเท่านั้น เสียงระฆังจะได้ยินไปไกลถึง 30 กิโลเมตร

ไกด์บอกว่า เป็นความเชื่อว่า ใครได้มาแตะลูกตุ้มระฆัง (ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเรียกว่าอะไรเหมือนกัน เราเรียกว่าลูกตุ้มก็แล้วกัน) แล้วจะโชคดี ก็เลยเห็นฝรั่งมาแตะลูกตุ้มกันทุกคน เชื่อไม่เชื่อไม่รู้เหมือนกัน แต่ดูฝรั่งพวกนี้ (รวมถึงกลุ่มเราด้วย) ท่าจะอยากโชคดีกันทุกคน

วิวด้านหลังวิหารกับหอระฆัง ทางเดินทั้งขึ้นและลงหอระฆัง ชันมาก กว่าจะขึ้นไปแล้วลงมากันได้นี่ เรียกว่าผจญภัยย่อยๆ กันเลยทีเดียว ลงมาแล้วต้องมานั่งพักเหนื่อย หอบแฮกๆ กินน้ำกินท่ากันก่อนจะไปเที่ยวภายใน Wawel Castle กันต่อ

ภายในห้ามถ่ายรูปอีกแล้ว ใครอยากเห็นภายในก็ต้องตามลิงค์ไปดูใน wikipedia เอาก็แล้วกัน ที่เห็นอยู่ข้างบนนี่คือ ด้านในของปราสาท ซึ่งมี 3 ชั้น

ก่อนเข้าเยี่ยมชม เจ้ซุปเปอร์ไกด์ ก็บรรยายประวัติปราสาทล่วงหน้า ที่เรียกเธอว่า ซุปเปอร์ไกด์นี่ไม่ได้อวย แต่อย่างใด ภาษาอังกฤษชัดมาก ความรู้แน่น ถึงระดับจำค.ศ. เหตุการณ์สำคัญๆ ได้หมด (ความจริงถึงเธอจะมั่ว เราก็คงไม่รู้หรอก) ที่สำคัญ กระตือรือร้นมาก เป็นคนในพื้นที่ที่ดูอยากจะอวดของดีของเมืองตัวเองให้คนอื่นเห็นเสียจริงๆ

ปราสาทแห่งนี้ ถูกรุกรานและถูกยึดหลายครั้ง พวกไวกิ้งจากสวีเดนก็เคยเข้ามายึดปราสาท กวาดเอาทรัพย์สินมีค่าทั้งหลายไป วัตถุโบราณหลายร้อยชิ้น ภายหลังไปพบอยู่ที่แคนาดา (ไปถึงนั่นได้ยังไง ก็ฟังเจ้แกบรรยายไม่ทันเหมือนกัน) ดีที่ทางแคนาดายอมคืนให้ เคยไฟใหม้ใหญ่ อยู่ช่วงหนึ่ง ในระหว่างขั้นตอนการย้ายเมืองหลวงไปยัง Warsaw ซึ่งการย้ายเมืองหลวง กินเวลาถึงกว่า 10 ปี ตอนเยอรมันบุก ก็เข้ามาใช้ปราสาทเป็นกองบัญชาการ หลังจากเยอรมัน ก็โดนรัสเซียยึดอีก สภาพหลังสงครามก็บอบช้ำเสียหายมาก เพิ่งจะมาบูรณะมาได้เมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้เอง

วัตถุโบราณภายในปราสาท มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เป็นของดั้งเดิม หลายชิ้นเป็นของในยุคเดียวกันที่ได้รับบริจาคมา ที่เด่นมากที่สุดเห็นจะเป็นพวก Tapestry คาดว่าในภาษาไทยคงจะเรียกว่าภาพถัก คือเป็นภาพที่เกิดจากการถักทอ โดยใช้เส้นใยละเอียด บางส่วนก็เป็นทอง คอลเล็กชั่นที่เหลืออยู่ตอนนี้เหลือแค่ 134 ชิ้น Wawel Tapestries จากเดิมที่มีกว่า 300 ชิ้น

ด้านหลังของตัวปราสาท มุมด้านซ้ายมือ จะเห็นแนวหินบนพื้น นั่นคือร่องรอยของอาคารเก่า ที่ถูกเยอรมันทุบทิ้ง เอาสนามมาทำค่ายทหาร

ที่เห็นอยู่ข้างหน้าเป็นอาคารโรงพยาบาลที่อยู่ในเขต Wawel hill

แบบจำลองของกลุ่มอาคารทั้งหลายใน Wawel Hill

เห็นแบบจำลองลักษณะนี้นอกจากที่  Wawel Hill แล้ว ยังมีอยู่ภายในตัวเมือง Krakow ด้วย แบบจำลองทำจากทองเหลือง ตั้งไว้กลางแจ้ง ทำให้เห็นภาพรวมของสถานที่ท่องเที่ยวได้สะดวก มีหมุดเล็กๆ อยู่ตรงกลาง เป็นแบบจำลองขนาดตัวมนุษย์ ทำให้พอนึกภาพออกว่า สเกลของทั้งหมดเป็นอย่างไรเทียบกับขนาดร่างกาย

ด้านหลังของ Wawel Hill ติดแม่น้ำ Vistula River ซึ่งไหลผ่าน Warsaw ด้วย

ลูกกลมๆ ขาวๆ ที่เห็นนั่น ไกด์บอกว่าเป็นแท่นปล่อยบอลลูน ส่วนอาคารรูปคลื่นที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เป็น Japanese Art Museum

ด้านล่างฝั่งติดแม่น้ำของ Wawel hill เป็นจุดที่เรียกกันว่า Dragon Den หรือ รังมังกร ซึ่งความจริงแล้วเป็นถ้ำหินปูนเล็กๆ อยู่ใต้เนิน Wawel มีตำนานเก่าๆ เล่ากันว่า เดิมมีมังกร อาศัยอยู่ในถ้ำนั้น และต้องมีการบูชายัญด้วยหญิงสาว จนผู้หญิงอายุน้อยถูกบูชายัญไปจนหมด เหลือแต่ลูกสาวพระราชา เลยประกาศจะยกเจ้าหญิงให้ถ้ากำจัดมังกรได้ อัศวินต่างๆ ที่มาสมัครก็โดนมังกรพ่นไฟฆ่าตายหมด จนมีชาวบ้าน เป็นช่างตัดเสื้อหรือช่างอะไรซักอย่างนี่แหละ อาสามา เอากำมะถันยัดใส่คบเพลิง ล่อให้มังกรกิน พอกินเข้าไปแล้วมังกรก็เกิดกระหายน้ำ เลยต้องไปกินน้ำที่แม่น้ำ กินไป กินไป จนท้องแตกตาย (ตายง่ายดีเนอะ)

หน้า Dragon Den ตอนนี้มีรูปปั้นมังกรอยู่หน้าถ้ำ ได้ยินมาว่ารูปปั้นพ่นไฟได้ด้วย แต่เราไม่ได้ลงไปดูกัน

หน้าปากทางเข้าวิหาร Wawel Cathedral ก็มีกระดูกสัตว์ขนาดใหญ่แขวนอยู่ด้านหน้า ไกด์บอกว่า ความจริงเป็นกระดูกไดโนเสาร์พันธุ์อะไรซักอย่าง แต่เชื่อกันว่า เป็นกระดูกมังกร เอามาแขวนไว้หน้าวิหารเพื่อขับไล่ความชั่วร้าย

หอคอยระวังภัยส่วนหนึ่งของ Wawel hill

รถไฟฟ้านำเที่ยวแบบ City Tour เป็นของปกติใน Krakow

ระหว่างทางเดินลงจากด้านหลังของ Wawel hill



Katyn Cross เป็นอนุสรณ์ของเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวโปแลนด์ ที่เรียกว่า Katyn Massacre โดยคำสั่งของสตาลิน ผู้นำรัสเซียในขณะนั้น

ต้นถนนสายหนึ่งที่ เรียกว่า Cannon Street หรือ Royal Route เพราะเป็นเส้นทางที่พระราชาใช้เดินทางเข้าสู่ปราสาท ในวันราชาภิเศก โดยเส้นทางนี้จะเริ่มจากโบสถ์แห่งหนึ่งทางทิศเหนือ

ปัจจุบันถนนเส้นนี้มีสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่นมีพิพิธภัณฑ์มากถึง 28 แห่ง โบสถ์สำคัญก็อยู่ในระหว่างเส้นทางนี้ด้วย

เด็กๆ มาทัศนศึกษากันหลายโรงเรียนมาก ทั้งเด็กเล็กเด็กโต เต็มเมืองไปหมด

พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง จัดแสดงเกี่ยวกับองค์พระสัตปะปา John Paul II

โบสถ์เก่าสองแห่งนี้จำชื่อไม่ได้เสียแล้ว

พอจะเดาออกไหมว่า หินสีขาวที่เจาะรูกลมๆ ไว้ห้ารูนั่น มีประโยชน์ไว้ทำอะไร ไกด์เฉลยว่า สมัยก่อน บ้านส่วนใหญ่ทำด้วยไม้ และผู้คนเดินทางไปมากลางคืน ก็มักจะใช้คบเพลิงถือติดมาด้วย หลักหินนั้นเอาไว้ใช้เพื่อดับคบเพลิง ก่อนเข้าสู่อาคารที่เป็นไม้นั่นเอง

ระหว่างทางเดินมุ่งหน้าไปยังโบสถ์ St. Mary’s Basilica

รถม้าสำหรับนักท่องเที่ยว ผ่านไปมาเป็นระยะๆ

ก่อนถึงโบสถ์ เราแวะที่ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว เพื่อมาดูปะติมากรรมชิ้นนี้

stained glass ชิ้นนี้ออกแบบ เพื่อแสดงถึงสภาพภายในหีบพระศพของ Casimir the Great ซึ่งถูกเปิดออกโดยอุบัติเหตุ ภาพได้มีการออกแบบ ไว้แล้วตั้งแต่ต้นคริสตศวรรษที่ 20 แต่ไม่ได้มีการจัดสร้าง stained glass นี้ ณ เวลานั้นเพราะ ถูกคัดค้านว่าภาพของอดีตกษัตริย์ ไม่ควรถูกนำออกแสดงในลักษณะที่เป็นโครงกระดูก จนกระทั่งได้มีการสร้างศูนย์นักท่องเที่ยวแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี 2007 ภาพนี้จึงถูกนำมาจัดสร้างเป็น stained glass หลังจากถูกออกแบบครั้งแรก นับเป็นร้อยปี

รถรางก็มีวิ่งให้เห็นอยู่ทั่วไป

ความจริงอยากได้ภาพที่มีทั้ง รถม้า รถราง และรถยนต์ ร่วมกับนักท่องเที่ยวที่เดินเท้าอยู่ด้วยกัน แต่ถ่ายไม่ทัน

ตึกสีเหลืองที่เห็นอยู่ในภาพ คือ โรงแรม Wentzl ด้านหน้าที่เห็นอยู่ระหว่างบานหน้าต่างชั้นหนึ่ง (ในโปแลนด์ ชั้นติดพื้นเรียกว่าชั้น 0 ชั้นแรกเหนือพื้นคือชั้น 1) เป็นรูปวาด Madonna & Child

อาคาร Sukiennice ในปัจจุบัน สร้างซ้อนทับกับส่วนที่เป็นอาคารเก่า เรามายืนฟังไกด์บรรยายประวัติความเป็นมาอยู่ด้านบน โดยไม่ได้ ลงไปดูสภาพข้างล่าง พวกเราหลายคนเริ่มเหนื่อย เพราะตั้งแต่เช้าเก้าโมง จนเที่ยงเกือบบ่ายนี่ ยืนและเดินมาตลอด

ที่เห็นนี่เป็นที่ทำการไปรษณีย์ของ main market square ข้างในมีขายโปสการ์ดและสามารถส่งไปรษณีย์ไปได้เลย

วิวรอบๆ main market square ช่วงก่อนบ่าย

ระหว่างทางมุ่งหน้าไปยังโบสถ์ St. Mary’s Basilica ก็จะผ่าน Adam Mickiewicz Monument  เห็นมีเด็กผู้หญิงกลุ่มนึง สวมชุดท้องถิ่นร้องเพลงประสานเสียงกันอยู่

น้ำพุหน้าโบสถ์ St. Mary’s Basilica

ทุกๆ ชั่วโมง จะมีการเป่าทรัมเป็ตที่เรียกว่า  Hejnał mariacki อันเป็นประเพณีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13 โดยมีจุดกำเนิดมาจากพนักงานดับเพลิง มองเห็นกองทัพชาวมองโกล กำลังเคลื่อนพลเข้ามา เลยเป่าแตรเพื่อเตือนภัยแก่ชาวเมือง

เสียงแตร จะค่อนข้างสั้น มีโน้ตอยู่แค่ไม่กี่ตัว เพราะตามประวัติแล้ว คนเป่าโดนข้าศึกยิงธนูเสียชีวิตในขณะที่เป่า ทำให้โน้ตขาดห้วนไป

ทุกชั่วโมง ของทุกๆ วัน จะมีการเป่าทรัมเป็ตที่ว่านี้ โดยเป่าสี่ครั้ง จากหน้าต่างทั้งสี่ทิศของยอดหอคอยที่สูงที่สุดของโบสถ์ St. Mary’s Basilica

ไกด์เล่าว่า ประเพณีการเป่าทรัมเป็ตนี้ มีมาหลายร้อยปีต่อเนื่องกันแล้ว มีหยุดอยู่แค่ไม่กี่ปีช่วงที่มีสงครามโลกครั้งที่สองเท่่านั้น และทุกๆ เที่ยงวัน จะมีการถ่ายทอดเสียงเป่าทรัมเป็ตนี้ออกอากาศทางวิทยุไปทั่วประเทศโปแลนด์ด้วย ตอนที่เรามายืนรอฟังกัน เป็นเวลาบ่ายโมงตรงพอดี มีนักท่องเที่ยวยืนรอฟังอยู่ประมาณเกือบสองร้อยคน
หลังจากนั้นเราก็เข้าไปในโบสถ์ เพื่อดูแท่นบูชาทำจากไม้ที่เรียกว่า Altarpiece of Veit Stoss (ห้ามถ่ายรูปอีกตามเคย)

อาหารเที่ยงวันนั้นกว่าจะได้กิน ก็ปาเข้าไปบ่ายโมงกว่าแล้ว แต่โชคดีที่ไม่ต้องรอ เพราะจองและเตรียมอาหารไว้แล้ว นั่งโต๊ะปุ๊บกินได้เลย เมนูก็อย่างที่เห็นในรูป เป็น cold plate เสียส่วนใหญ่ แต่ปิดท้ายด้วย hot plate อย่าง white strogonow ที่ดูยังไงก็ไม่ขาว ลักษณะเป็นเหมือนซุปครีมแครอท สีออกส้มๆ หน่อยแล้วก็ออกเปรี้ยวนิดๆ เหมือนเนื้อสโตรกานอฟที่เคยกินที่รัสเซีย แต่ที่นี่อร่อยกว่า

กินอาหารเที่ยงกันเสร็จ ก็เป็นเวลาอิสระ นัดเจอกันอีกทีนึงบ่ายสี่โมงเย็น มีเวลาเกือบชั่วโมง ส่วนใหญ่เดินกลับโรงแรม ไปงีบกัน

พอสี่โมงเย็น เรารวมตัวกันหน้าโรงแรม เริ่มโปรแกรมทัวร์ช่วงบ่าย

เริ่มจากการเดินเข้า Sukiennice ซึ่งแต่เดิมเป็น cloth hall แต่ปัจจุบันเป็นแหล่งขายของที่ระลึก เจ้ไกด์ไม่ได้เปิดโอกาสให้เราช็อปกันเลย เดินผ่านไปจนถึงกึ่งกลางของอาคาร เพื่อไปดูแผ่นศิลาที่เป็นหลักเมือง คือเป็นจุดศูนย์กลางของ main market square และถือเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง Krakow ด้วย

ด้านบนชั้นสองของ Sukiennice จะเป็นพิพิธภัณฑ์ Sukiennice Museum

อาคาร Townhall Tower

ช่วงบ่ายเราไปไกลหน่อย คือไปเยี่ยมชมชุมชนชาวยิวใน Krakow เดิมทีก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง มีชาวยิวอยู่เกือบ 20% ของประชากรใน Krakow จุดแรกที่เข้าเยี่ยมชม เป็นศาสนสถานที่เรียกว่า Synagogue (มีคนแปลเป็นไทยว่า ธรรมศาลา) เป็นที่พบปะ เพื่อศึกษาศาสนา

ไกด์อธิบายให้ฟังถึงประวัติ ความเป็นมา และลักษณะที่น่าสนใจหลายประการของ synagogue แต่ผมจำรายละเอียดได้ไม่หมด และเนื่องจากเป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อน เลยขอไม่เล่าถึงก็แล้วกัน

ด้านหลังของ synagogue ที่เราเข้าไปเยี่ยมชมกัน เป็นสุสาน ก้อนหินที่วางอยู่บนแผ่นป้ายสุสาน เป็นการแสดงถึงความระลึกถึงผู้ตาย ไม่ต่างจากการที่ชาวคริสต์ นำดอกไม้มาวางหน้าหลุมศพ

กำแพงที่เห็น ถูกสร้างขึ้น โดยการนำหินป้ายสุสานที่ถูกทำลายแตกหัก ในระหว่างช่วงสงคราม มาเรียงต่อๆ กันเป็นกำแพง เพราะไม่สามารถบูรณะขึ้นมาใหม่ได้ทั้งหมด

สภาพชุมชนยิวในปัจจุบัน ซึ่งลดน้อยลงมาก ตามทะเบียนอย่างเป็นทางการ มีชาวยิวในเมือง Krakow เหลืออยู่เพียง 182 คน (ที่มาลงทะเบียน) แต่เพื่อนชาวโปแลนด์เล่าให้ฟังว่า เคยมีการสำรวจยีน แล้วพบว่า กลุ่มตัวอย่างชาวโปแลนด์ในกรุง Warsaw มีอยู่ถึงประมาณ 50% ที่สืบเชื้อสายบางส่วนมาจากชาวยิว เท็จจริงอย่างไรก็ไม่ทราบได้นะครับ

ออกจากชุมชนชาวยิว เราก็ไปเยี่ยมชม Schindler’s Factory ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมือง ใครที่เคยดูหนังเรื่อง Schindler’s List มาก่อน ก็คงจะทราบประวัติคร่าวๆ มาบ้างแล้ว

ในปัจจุบัน โรงงานเดิมของ Oskar Schindler
ได้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์มัลติมีเดีย ที่นำเสนอเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1939-1945-1956 ระหว่างที่นาซีเยอรมันบุกเมือง Krakow ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงของการรุกรานของรัสเซียด้วย

ป้ายยกย่องความดี ที่ชาวยิวกว่าพันคนที่ได้รับการช่วยเหลือโดย Oskar Schindler (ซึ่งภายหลังมีลูกหลานของชาวยิวกลุ่มนี้จำนวนมากกว่าหกพันคน)

รูปแบบการนำเสนอของพิพิธภัณฑ์ทำได้น่าสนใจมาก มีลักษณะ interactive เริ่มจากสภาพความเป็นอยู่ของชาวเมือง Krakow ในช่วงก่อนเกิดสงคราม

ช่องที่เห็นเรียงรายเป็นวงกลมนั่นเป็นภาพเก่า ที่นำมาทำเป็นสามมิติ มีทั้งหมด 27 ภาพ เรียงกันเป็นวง

มีวีดีโอประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อของทางอเมริกา เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางทหารของเยอรมัน

ภาพถ่ายทางอากาศของเมือง Krakow ช่วงก่อนเกิดสงคราม

Time stamp สำหรับช่วงเวลาสำคัญๆ มีลักษณะเป็นคล้ายโปสการ์ด แจ้งข่าว ผู้เข้าเยี่ยมชม สามารถทำ stamp ตรานาซี แล้วเก็บโปสการ์ดกลับมาได้

Interactive multimedia display อาจจะใช้ iPad ก็ได้ ข้อดีคือ มีการขึ้นจอใหญ่ ให้คนอื่นดูได้ด้วย

ซุ้ม time stamp อีกซุ้มหนึ่ง

การฉายวีดีโอ โดยวางจอไว้หลังบานหน้าต่าง ทำเหมือนกับมองเห็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นตอนเยอรมันยกพลบุกเข้ามาในเมือง

ประกาศฉบับต่างๆ ที่นาซีเยอรมัน เข้ามาปิดประกาศและออกกฎใหม่ๆ ทุกวัน ทั้งเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้าน ห้ามพกอาวุธ ห้ามมีวิทยุไว้ในครอบครอง หรือห้ามให้ความช่วยเหลือชาวยิว เป็นต้น

มีการกล่าวถึงผู้นำของนาซีที่มาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงใน Krakow หลายคน

เอกสารแบบแปลนที่นาซี วางแผนสร้างค่ายกักกันชาวยิวในเมือง ค่ายกักกันที่ว่านี้เรียกว่า Ghetto

สภาพออฟฟิศในโรงงานของ Oskar Schindler ที่ช่วยเหลือชาวยิว โดยการรับเข้ามาทำงานในโรงงานของเขา เพื่อให้สามารถออกมาจาก Ghetto ได้

ห้องทำงานของ Oskar Schindler แผนที่และโต๊ะทำงานยังเป็นของดั้งเดิม

บางส่วนของ Schindler’s List

เจ้ซุปเปอร์ไกด์กำลังอธิบายถึงการลุกฮือขึ้นต่อต้านนาซี ของขบวนการใต้ดินในโปแลนด์ ตอนนั้นประมาณเกือบทุ่มนึงแล้ว พวกเราแต่ละคนก็เหนื่อยอ่อนกันเต็มที แต่เห็นสภาพความกระตือรือล้นของไกด์แล้ว พวกเราเลยไม่มีใครบ่นเลย

นิทรรศการความเป็นอยู่ภายใน Ghetto ซึ่งมีบ้านอยู่แค่ 300 หลังแต่มีผู้กักกันอยู่กันเป็นหมื่นๆ คน สภาพความเป็นอยู่เลวร้ายมาก

ยุทโธปกรณ์บางส่วน

ในนิทรรศการมีส่วนที่แสดงให้เห็นช่วงการเปลี่ยนแปลง หลังจากที่เยอรมันถอนกำลังออกจากโปแลนด์ แล้วมีรัสเซียเข้ามายึดครองอยู่ ชาวยิวจำนวนมากก็ถูกส่งต่อไปยังค่ายกักกันที่อื่น หรือบางส่วนก็ไปยังห้องแก๊ส บางส่วนก็หลบหนีอยู่ใต้ดิน คือใต้ดินจริงๆ ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Inglourious Basterds ช่วงแรกที่ชาวยิวต้องหลบอยู่ใต้พื้น ห้ามส่งเสียง เพราะกลัวจะโดนจับได้ ส่วนคนที่ให้ที่หลบซ่อน หรือช่วยเหลือชาวยิว ก็กระวนกระวายใจ

ห้องนี้เป็นห้องสุดท้ายของนิทรรศการ เรียกว่า the room of choice เป็น modern art แสดงให้รู้ถึงความรู้สึกของผู้คนในช่วงเวลาที่ยากลำบากเหล่านั้น

ภาพถ่ายหมดแค่นี้ เพราะกล้องถ่ายรูปถ่านหมดสนิท เราย้อนกลับไปยังชุมชนชาวยิวอีกครั้ง เพื่อทานอาหารเย็นเวลาสองทุ่ม

อาหารเย็นเป็นร้านอาหารยิว และมีการแสดงด้วย เป็นวง trio ที่มีไวโอลิน เชลโล่ กับแอคคอเดียน สนุกสนานกันตามสมควร

เช้าวันศุกร์ เราขึ้นรถไฟกลับ Warsaw คนเดียว เพราะกลุ่มที่เหลืออยู่เที่ยววันศุกร์ต่ออีกวัน โดยมีโปรแกรมคือไปเที่ยว Salt Mine แต่ถ้าเราอยู่ต่อก็แปลว่าจะกลับถึงกรุงเทพฯ บ่ายวันอาทิตย์ เลยกลับก่อนดีกว่า

จบแล้ว หนึ่งวันใน Krakow เป็นบล็อกที่ยาวที่สุดที่เคยเขียน ใช้เวลาเยอะกว่าที่คิดมาก แต่ก็เป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ดี ต้องบอกว่าเราโชคดีที่ได้ไกด์เก่ง ชอบไม่ชอบยังไงก็คอมเม้นต์ไว้ได้นะครับ หรือจะไปที่ facebook ก็ได้

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s