มรณานุสติ (อีกครั้ง)

candle
ได้ยินข่าวการจากไปของเพื่อนร่วมงานชาวอินเดีย และน้องโรงเรียนมัธยม ทั้งคู่อายุยังไม่มาก แค่ 40 ต้นๆ แต่จากไปด้วยเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพหัวใจทั้งคู่ ทั้งคู่เป็นที่รักของเพื่อนๆ และคนที่ได้มีโอกาสรู้จัก ได้ทำงานใกล้ชิดด้วย เห็นได้จากความรู้สึก ความระลึกถึงที่ใครต่อใครพากันพูดถึง

เศร้า แต่ก็เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ ขอให้ครอบครัวของน้องและของเพื่อน จงเข้มแข็ง คนที่จากก็จากไปแล้ว เหลือทิ้งไว้แต่ความดีงาม ความประทับใจ ส่วนคนที่ยังอยู่ก็ยังมีภาระที่จะต้องดำเนินชีวิตต่อไป

คุณภาพชีวิต ขึ้นอยู่กับคุณภาพของความสัมพันธ์

เริ่มต้นปี 2016 ด้วย TED Talk ที่เอาไว้เตือนตัวเองว่า เรากำลังเดินทางไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ข้อคิดสำคัญก็คือในระยะยาวแล้ว ปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตที่มีความสุข ไม่ใช่เงินทอง ไม่ใช่ชื่อเสียง แต่คือ คุณภาพของความสัมพันธ์ เน้นคำว่า “คุณภาพ” ไม่ใช่แค่ปริมาณ

 

Every interaction counts

Interactionนึกถึงเจ้านายชาวอินเดียคนแรกขึ้นมาเสียเฉยๆ ทำงานด้วยกันไม่นาน แต่ยังจำเหตุการณ์ระหว่างการนั่งรถแท็กซี่จากสนามบินไปโรงแรมในเมืองจีนได้ ตอนนั้นทำงานใหม่ๆ ปี 1997 มั้ง สิ่งที่เขาบอกเรายังจำได้อยู่เลย Leave A Legacy ทำอะไรก็ตามทิ้งเครื่องหมายไว้ว่าเราเป็นคนทำ เมื่อมองย้อนกลับไปเราจะภูมิใจ

ไม่น่าเชื่อว่าเรายังจำการสนทนาครั้งนั้นได้

และเราก็พบอีกว่า คุยกับเพื่อนคนอื่นๆ หลายคนจำเหตุการณ์บางช่วงบางตอนได้ ทั้งๆ ที่ตัวเราเองลืมไปแล้ว กับลูก กับญาติพี่น้อง กับเพื่อนร่วมงานเก่าๆ ก็เช่นเดียวกัน ความทรงจำเป็นเรื่องแปลก แต่สิ่งที่พวกเขาจำได้เกี่ยวกับเรา หรือถ้ามีเราเข้าไปอยู่ในความทรงจำนั้นด้วย แสดงว่ามันสำคัญกับเขา ไม่ว่าจะในทางดีหรือไม่ดี และมันมักจะ extreme (ไม่งั้นคงจำไม่ได้)

ต้องเตือนตัวเองไว้เสมอว่า every interaction counts ทำดีกับคนรอบข้าง กับคนที่เราได้พบปะพูดคุยด้วยเถอะครับ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า สิ่งที่เราทำวันนี้ มันจะยังคงอยู่ในความทรงจำเขาไปได้อีกนานแค่ไหน

มันอาจจะนานจนเรานึกไม่ถึงเลยก็เป็นไปได้

สอนไม่จำ

ช่วงนี้มีปฎิสัมพันธ์กับคนใหม่ๆ หลายคน สอนการทำงาน การใช้งาน software ไปก็หลายคน แต่พบว่า บางคนก็ยังคงทำได้ไม่ถูกต้อง

ตอนแรกก็หงุดหงิดอยู่เหมือนกันนะ แวบแรกที่คิดเลยก็คือ “สอนแล้วทำไมไม่จำ” ดีที่ไม่ได้อยู่กันต่อหน้า ไม่งั้นเราอาจมีการแสดงออกว่าหงุดหงิดได้ ความคิดตอนนั้นก็คือ พักไว้ก่อน ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง

แต่พอมานั่งทบทวนอีกที คราวนี้มองเราเป็นคนเรียนบ้าง เราเองก็ได้รับการสอนจากคนอื่นแบบประเภทคุยกัน 2-3 ชั่วโมง รายละเอียดเยอะแยะเต็มไปหมด จบ session คือมึนหัวไปเลย ต้องกลับมาทบทวนอีกที แต่แน่ใจได้ว่า สิ่งที่คนสอน เรารับรู้ได้ไม่ถึงครึ่งแน่นอน

แล้วสิ่งที่เราสอนคนอื่นไปละ พูดครั้งเดียว เราจะคาดหวังให้คนอื่น รู้ จำ และทำได้ถูกต้องเลยตั้งแต่ครั้งแรกเหรอ ไม่แฟร์เลย กลับมาดูตัวเองดีกว่า

  • สอนดีแล้วหรือยัง อธิบายแจ่มแจ้งพอไหม
  • เน้นความสำคัญเพียงพอแล้วหรือไม่ แค่พูด แล้วฟัง อาจไม่พอ ต้องลงมือทดลองทำด้วย
  • คู่มือ เอกสาร แผ่นช่วยเตือนความจำ มีให้เขาหรือเปล่า

มีอะไรที่เราทำได้อีกตั้งเยอะ ที่จะให้คนอื่นจำสิ่งที่เราสอนได้ และทำตามได้ถูกต้อง ปรับที่ตัวเองดีกว่า ทำให้แน่ใจว่าเราได้พยายามเต็มที่ อย่างถึงที่สุดแล้ว ที่จะให้เขาเข้าใจและทำตามได้ ที่เหลือก็เป็นเรื่องศักยภาพของแต่ละคน

เปลี่ยนตัวเองง่ายที่สุด

คำขวัญปีใหม่ 2558

คำขวัญปีใหม่ 2558 สำหรับตัวเอง

อดทน อดกลั้น อดออม ขยัน ซื่อสัตย์ มีวินัย

ฟังเผินๆ เหมือนคำขวัญวันเด็กเลยเนอะ ได้ยินทางวิทยุสักหนึ่งสัปดาห์ก่อนปีใหม่ แต่ถ้อยคำชุดนี้ก็ติดอยู่ในใจเรื่อยมา ยิ่งคิดตามความหมาย ยิ่งชอบ

คำสั้นๆ ความหมายอาจหลายหลากกันไปตามความรู้ ความคิด และประสบการณ์ของแต่ละคน

  • อดทน ทนต่อความยากลำบากต่างๆ โดยเฉพาะสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ความลำบากทางกาย รถติด เจ็บไข้ได้ป่วย คือถ้าไม่อดทน ทางเลือกคืออะไร? โวยวายหรือ อะไรบางอย่างมันก็เป็นเรื่องธรรมชาติ หรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้ว ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรก็ไม่ได้แล้ว ก็อดทนกันต่อไป
  • อดกลั้น กลั้นใจไม่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ไหลไปทางต่ำ กลั้นกาย อันนี้ไม่ยาก กลั้นปาก อันนี้ลำบากหน่อย แต่ก็พยายาม คืออดกลั้นไม่ทำอะไร หรือพูดอะไร หรือกินอะไรตามใจ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ดี ทำลงไปแล้ว พูดออกไปแล้ว มักจะเสียใจภายหลัง แล้วก็ยั้งไว้เสียก่อนได้ อันนี้คืออดกลั้นสำหรับเรา
  • อดออม อันนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของเงินโดยตรง พอโตขึ้นเริ่มแยกออกแล้วว่า รายจ่ายอันไหนจำเป็น อันไหนเป็นเพราะเราอยากจ่าย หรือสนองตัณหาชั่วครั้งชั่วคราว พอเริ่มเข้าใจเรื่องความคุ้มค่า การอดออมก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก
  • ขยัน ข้อนี้น่าจะเป็นเรื่องของการใช้เวลาไปกับสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า คือไม่จำเป็นต้องเป็นงาน แต่การระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา และใช้เวลาลงมือทำกับสิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ นั่นคือขยันแล้ว แม้ว่าสิ่งที่เราเองเห็นว่าเป็นประโยชน์ บางคนอาจไม่ได้มองว่ามันเป็นงานก็ได้
  • ซื่อสัตย์ คงเป็นการซื่อสัตย์กับตัวเองสำคัญที่สุด เกณฑ์ความซื่อสัตย์ของแต่ละคนคงแตกต่างกัน ถ้าเคยทำอะไรที่ทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่ซื่อสัตย์ (ถึงจะไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดกฎเกณฑ์ใดๆ ของสังคม) แต่ตัวเองรู้สึกไม่ภูมิใจที่ได้ทำลงไป ก็บอกตัวเองแล้วกันว่า ต่อไปจะไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว
  • มีวินัย วินัยเป็นเหมือนแนวทาง เป็นเหมือนเส้นขีดไว้ให้เดิน ไม่ต้องติด ไม่ต้องแตกแถว คิดว่าวินัยช่วยแบ่งเบาภาระการตัดสินใจในแต่ละวันลงไปได้ ไม่ต้องมาคอยนั่งคิดชั่งข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก เอาเวลาเอาพลังความคิดไปตัดสินใจเลือกสิ่งที่สำคัญกว่าดีกว่า วินัยน่าจะช่วยให้ใจทำงานน้อยลง

จำไม่ได้แล้วว่าสมัยเด็กๆ เคยเข้าใจความหมายของคำเหล่านี้อย่างไร แต่ ณ วันนี้ ปี 2558 นี้ เราเข้าใจว่าอย่างนี้ เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยให้เราดำรงชีวิต เดินก้าวหน้าต่อไปได้อย่างภาคภูมิใจ

เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน

“To Live, To Love, To Learn, and To leave a legacy” — หนึ่ง quote ที่เราจำได้มาเกือบ 20 ปีแล้ว จากหนังสือ First Things First. มันแทบจะครอบคลุมทุกสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย

วันนี้อยากเขียนเรื่องนี้ เพราะเราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทุกวันจริงๆ ไม่ว่าจะเรื่องเทคนิคใหม่ๆ ข่าว ความเป็นไปของสังคมรอบตัว โดยเฉพาะคนใกล้ตัว รู้สึกว่า การได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ทำให้วันเวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันมีความหมาย

เปิดหู เปิดตา เปิดใจ วันนี้เราเรียนรู้อะไรใหม่บ้าง?

แก้ปัญหา โดยการเปลี่ยนสภาพแวดล้อม

albert-einstein-quote-its-not-that-im-so-smart-its-just-that-i-stay-withช่วงนี้ทำงาน Technical มากหน่อย สนุกดี มีเรื่องใหม่ๆ ให้เรียนรู้ได้ตลอด แถมความรู้สึกตอนที่แก้ปัญหาแล้วทดสอบทำได้นี่มันสุดยอดจริงๆ อารมณ์ประมาณ ยูเรก้า อะไรประมาณนั้นเลย

แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ มันก็ต้องผ่านช่วงเวลาของการกุมขมับ มึนตึ้บ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เปิดทั้งอากู๋ ทั้งเฮียบิง เป็นสิบๆ แท็บ ลองผิดลองถูกอยู่จนแทบจำไม่ได้แล้วว่าลองอะไรไปแล้วบ้าง ช่วงเวลาตรงนี้แหละที่น่าอึดอัด หดหู่ ว้าวุ่น เป็นที่สุด

พอเริ่มรู้สึกตัวว่าเกิดอาการตันอย่างที่ว่าขึ้นมาแล้ว อย่าฝืนดันทุรังไปเลย วิธีการที่ผมเองใช้แล้วพบว่าได้ผลตลอดก็คือ “เปลี่ยนสภาพแวดล้อม” ครับ สลับให้สมองไปคิดเรื่องอื่นเสียบ้าง เปิดโอกาสให้จิดใต้สำนึกได้มีเวลาทำการประมวลผล รวบรวมข้อมูลการทดลองที่มันไม่เวิร์คในช่วงที่ผ่านมาดูบ้าง การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของผมมีหลายระดับ เรียงตามลำดับจากน้อยไปมาก เริ่มใช้จากวิธีเบาๆ ก่อน ถ้ายังไม่ดีขึ้น ค่อยขยับเพิ่มระดับกันขึ้นไป

  • เปลี่ยนไปทำงานกับปัญหาอื่นแทน หรือทำงานส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกันก่อน
  • ลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินไปมาบ้าง ทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ทำให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว ถ้าอยู่ที่บ้านผมก็ใช้วิธีเดินไปซักผ้า ล้างจาน หรือไม่ก็ทำกับข้าว ถ้าอยู่ที่ออฟฟิศ ก็เดินเล่นรอบออฟฟิศเสียบ้าง
  • อาบน้ำ อันนี้สุดคลาสสิก แต่ได้ผลจริงๆ หลายความคิดดีๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างอาบน้ำ
  • ออกกำลังกาย อาจจะแค่ออกไปเดินเร็วๆ ให้เหงื่อออกเสียหน่อย หรือจะวิ่ง ไปเข้ายิมกันให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเลยก็ได้
  • นอน ครับ นอนทับปัญญาอย่างที่ฝรั่งเขาว่าไว้นั่นแหละครับ บางทีตอนเคลิ้มๆ อยู่นั่นแหละครับ ที่มันจะได้ไอเดียออกมา

การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเหล่านี้ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้โดยตรงนะครับ แต่มันจะสร้างไอเดียใหม่ๆ ในการหาทางออกให้กับปัญหาของเรา สุดท้ายแล้ว เรายังคงต้องลงแรงแก้ปัญหานั้นอยู่ดี อย่าหวังว่าปัญหามันจะละลายหายไปเอง แล้วก็อย่ายอมแพ้เร็วเกินไปด้วยหล่ะ

“It’s not that I’m so smart, it’s just that I stay with problems longer. ”
Albert Einstein