second working day in Cincinnati

วันทำงานวันที่สองในออฟฟิศที่ Cincinnati เป็นวันแรกของการประชุมที่เป็นเป้าหมายหลักของการเดินทางมาครั้งนี้ คนเข้าร่วมประชุมมีประมาณ 10 คน ดูเหมือนเราแทบจะเป็นคนที่อาวุโสน้อยที่สุดด้วยซ้ำ ไดเร็กเตอร์สอง เอดีสาม ที่เหลือเป็น section manager ทั้งหมด และดูเหมือนจะไม่มีใครอายุงานต่ำกว่า 10 ปีเลย

เป้าหมายหลักก็คือการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ architecture ของระบบ business intelligence ระบบหนึ่ง ความจริง ความจริงแล้วจะเรียกว่า “ระบบหนึ่ง” ก็คงไม่ได้ ต้องเรียกว่าเป็น หนึ่ง ecosystem น่าจะถูกกว่า เกี่ยวข้องกับประมาณ หนึ่งในสามของมูลค่าธุรกิจหลัก เกี่ยวข้องกับลูกค้าใหญ่นับร้อยรายทั่วโลก กับระบบที่ถูกสร้างสะสมขึ้นมาเรื่อย ไล่มาตั้งแต่ ERP ของลูกค้า data acquisition, ETL, Data warehouse, BI layer มีแอพลิเคชันหลักๆ อยู่ 3 ตัว แต่แอพย่อยๆ อีกนับเป็นสิบ

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ แนวทางของสถาปัตยกรรม ที่วางไว้ ใช้เป็นมาตรฐานของบริษัท พอเริ่มทำงานไปได้ประมาณซักปีหนึ่ง หลังจากที่ได้ตกลงกับทางลูกค้า (ซึ่งก็คือหน่วยธุรกิจในบริษัทนั่นแหละ) ไว้แล้วว่าจะใช้เงินเท่านั้นเท่านี้นะ แต่เอาเข้าจริง ปรากฎว่าผ่านไปหนึ่งปี ประมาณการณ์เพิ่มขึ้นซักเท่าครึ่ง หรือ 150% ทั้งส่วนที่เป็น development cost กับ operating cost แถม speed กับ agility ในการรองรับความต้องการใหม่ๆ ของธุรกิจก็ “ไม่ทันใจ” คือมีการกำหนดว่าปีหนึ่งจะมี release ใหม่ออกมาแค่ 3-4 ครั้ง ซึ่งความต้องการของธุรกิจ มันเปลี่ยนไปเร็วกว่านั้นมาก

มันก็เลยเกิดการท้าทายกันขึ้นมาว่า มันจำเป็นมั้ยที่จะต้องเดินตามแนวทาง architecture ที่วางเอาไว้ ถ้าฉันจะพัฒนาระบบแบบ เอา local vendor มาทำ (เรียกง่ายๆ ก็คือต่างคนต่างทำ ประเทศใครประเทศมัน) แทนที่จะต้องมากระจุกอยู่กับ global vendor รายเดียว ทำงานอยู่บน platform เดียว ที่มีข้อกำหนดต่างๆ มากมายยุ่งยากเสียเหลือเกิน (ก็จริง มันเป็นแพลตฟอร์มหลักของบริษัทนี่หว่า เอาไว้รายงาน financial statement ให้ NYSE ความถูกต้อง การควบคุมมันก็ต้องเข้มข้นเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว)

แน่นอน ข้อดีของข้อเสนอนี้ก็คือ มันเร็วกว่า ง่ายกว่า ใช้เงินน้อยกว่า แต่ขยายลำบาก integrate มีปัญหา และที่สำคัญมันจะเป็นฝันร้ายของคนที่ต้องดูแล data quality ในระดับ corporate เรียกว่าสบายตอนนี้ แต่ลำบากแน่ๆ ในอนาคต

พวก architect ทั้งหลายจะต้องต่อต้านความคิดกบฎนี้แน่นอนอยู่แล้ว แต่ข้อดีของคนในบริษัทนี้ก็คือ คนพวกนี้นอกจากเก่งและฉลาดมากแล้ว ยังยินดีที่จะ “ฟัง” และทำความเข้าใจมุมมองจากด้านอื่นด้วย

โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไร ให้เราสามารถสร้าง business capability ได้เร็วกว่านี้ ถูกกว่านี้ โดยไม่ต้องเสียความสามารถในการแข่งขันในอนาคตไปในเรื่องของ data integrity, data quality, กับ system reliability และ scalability

การประชุมวันแรก หมดไปกับการพยายามอธิบาย ความต้องการทางธุรกิจ กับ current landscape หมดเวลาไป 8 ชั่วโมงเต็มๆ กับการซักถามถกประเด็นกัน เรียกได้ว่าเดินออกจากห้องประชุมนี่ เซลล์สมองคงตายไปเยอะเลย เพลียแบบประเภท แวะกินข้าวเย็น พอถึงโรงแรมเราก็หลับไปเลย ตั้งแต่ซัก 6 โมงกว่าได้มั้ง

ตอนแรกว่าจะเขียนเรื่องวิ่ง แต่ไหงไปๆ มาๆ กลายเป็นเรื่องงานไปได้ก็ไม่รู้ วันนี้ตามแผนต้องวิ่ง 10 กิโล ออกไปเตรียมวิ่งตั้งแต่ ตี 4 ครึ่ง แต่เดินออกไป โห.. ลมแรงมาก ท่าทางพายุจะมาแน่ๆ ถ้าวิ่งออกไปข้างนอก สงสัยอาจจะกลับโรงแรมไม่ได้ เลยต้องขึ้นไปวิ่งบน fitness center แทน ดีหน่อยที่เค้า เปิด 24 ชม. แต่พอวิ่งไปได้หน่อย คนเริ่มเยอะ เกรงใจชาวบ้านเพราะมีคนรอใช้เครื่อง ก็เลยต้องวิ่งไปได้แค่ 4 ไมล์ (อุปกรณ์ที่นี่เป็นหน่วย “อังกฤษ” อย่างที่คนไทยเรียกกัน) คือ ฟุต นิ้ว หลา ไมล์ น้ำหนักก็เป็น อาวซน์ ปอนด์ อะไรพวกนี้ แต่ความจริงแล้ว หน่วยพวกนี้มีชื่อเรียกว่า หน่วย statue และที่สำคัญก็คือประเทศอังกฤษ ก็เปลี่ยนไปใช้ระบบเมตริกแล้ว คนที่ยังใช้ระบบนี้อยู่ ก็เห็นจะมีอเมริกา กับอีกประเทศซึ่งไม่รู้ที่ไหนเหมือนกัน

Advertisements

its my birthday

วันเกิดปีนี้ ผ่านไปแล้ว ตามเวลาไทย แต่ตามเวลาใน US ยังอยู่อีกหลายชม.อยู่ ปีนี้ไม่ได้โทรไปขอบคุณม่าม้าอย่างเคย เพราะเดินทางอยู่ ไว้กลับไปโทรและเข้าไปกราบท่านสัปดาห์หน้าแล้วกัน

แต่ที่อยากเขียนถึงก็คือ คำอวยพรวันเกิดเยอะแยะมากมายจากเพื่อนๆ ใน facebook ทั้งเพื่อนที่ทำงาน เพื่อนสาธิต เพื่อนลาดกระบัง เยอะแยะไปหมด ดีใจและเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่

มาถึงตอนนี้ ก็รู้สึกดีใจ ที่ตอนวันเกิดคนอื่น เราใช้เวลาอวยพรให้เขาเหล่านั้น (โดยส่วนมาก ถ้าได้เข้า fb และเห็นว่าเป็นวันเกิดใคร) เพราะถือได้ว่า ถึงแม้มันจะเป็นความพยายามเพียงเล็กน้อย ข้อความสั้นๆ อาจจะแค่ 3 ตัวอักษรว่า hbd แต่มันคือความหมายที่บอกว่า ฉันแคร์เธอนะ

แล้วก็คาดไม่ผิด คือ มันมีความหมายกับคนรับ (ปีนี้เป็นปีแรกที่เราได้รับ hbd ทาง facbook)

สิ่งที่เราทำได้ก็คือ ตอบข้อความเหล่านั้น ทีละข้อความ ทีละคน คิดถึงเขาเหล่านั้นแต่ละคน เรียกชื่อเล่น ที่เราเคยเรียก นึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เคยทำด้วยกันมา อาจจะใช้เวลาไปบ้าง แต่มันเป็นเวลาที่มีความสุข ที่ได้คิดถึงว่า ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมาก ที่คิดถึงเรา ในวันคล้ายวันเกิดของเรา ซึ่งเอาเข้าจริงๆ มันก็เป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่งเท่านั้น แต่การอวยพรของเขาเหล่านั้น ทำให้วันนี้กลายเป็นวันพิเศษขึ้นมา

ขอบใจ และขอบคุณมากทุกๆ คนครับ

In Cincinnati office

วันนี้เข้าออฟฟิศที่ Cincinnati ตั้งแต่เช้า เพราะนึกว่ามี Organization Announcement ตอนหกโมงครึ่ง แต่ที่ไหนได้ กลายเป็นตอนเจ็ดโมงครึ่งไปเสียได้ แต่ก็โอเค เพราะยังไงๆ ก็ตื่นอยู่แล้ว

เดินทางมา US คราวนี้ พยายามนึกว่า ครั้งสุดท้ายที่มามันเมื่อไหร่หว่า ที่จำได้ก็คือ เดือนตุลาคมปี 2007 ตอนนั้นเพิ่งเข้าร่วมงานในตำแหน่งนี้ใหม่ๆ มีประชุม HFS global team เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นก็จำไม่ได้แล้วว่าได้มาที่นี่อีก

ผ่านมา 3 ปีครึ่ง ได้มาที่นี่อีกครั้ง อะไรๆ ก็ดูยังไม่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก สนามบิน ผู้คน โรงแรมที่พัก Westin Cincinnati ดูใหม่ขึ้นนิดหน่อย เฉพาะในห้องพัก เตียงยังนอนสบายเหมือนเดิม

ที่เห็นจะเปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดเห็นจะเป็นตัวออฟฟิศเอง ชั้นที่เราเข้ามาใช้งานเรียกกันว่า TE-4 หรือ Tower East ชั้นที่ 4 ในเมืองนี้มีสำนักงานของ P&G อยู่หลายแห่งมาก เพราะรากฐานของบริษัทก็เริ่มมาจากเมืองนี้

ทั้งชั้นดูสว่างมากขึ้น โครงสร้างของชั้นยังเหมือนเดิม แต่ห้องต่างๆ ถูก renovate ดูทันสมัยมากขึ้น ส่วนที่เป็น open office ก็ดูกว้างขวางขึ้น พาร์ติชันยังสูงเท่าหัวอยู่ เลยทำให้ไม่ค่อย distract เท่าไหร่ แต่ก็ดีกว่าเมื่อก่อนที่มีลักษณะเป็น cubicle ที่พาร์ติชันสูงท่วมหัวเลยทีเดียว อันนี้ยังพอจะคุยกันได้บ้าง แต่ถ้าจะให้ดีฝ่ายใดฝ่ายหนึงต้องยืนขึ้น

เครื่องอำนวยความสะดวกครบมาก เครื่องชงกาแฟแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ใช้กาแฟที่คั่วบดแล้วใส่ในถ้วยพลาสิกเล็กๆ แบบที่ใส่นม แต่คราวนี้ใส่กาแฟ หรือชาแทน ข้อดีคือสะดวกดี แต่ข้อเสียคือต้องติดอยู่กับผู้ผลิตชากาแฟรายเดียว (นอกเสียจากว่า ไอ้การใส่กาแฟแบบนี้มันกลายเป็นมาตรฐานไปเสียแล้ว)

มีผลไม้เหลือเฟือเลยทีเดียว ระหว่างรอทานอาหารเช้าที่กว่าจะเปิดก็เจ็ดโมงครึ่ง เราเลยจัดการกล้วยหอมไปหนึ่ง แอปเปิ้ลเขียว กับลูกแพร์ไปอย่างละหนึ่ง อิ่มพอดี

ห้องประชุม VCS (Video Collaboration Studio) กับ complete hoteling desks เพราะคนส่วนมากเข้ามาทำงานในที่ทำงานแค่ 2-3 วัน ส่วนใหญ่เลยไม่มีใครมีโต๊ะประจำกันซักเท่าไหร่ เห็นบางโต๊ะกับหน้าห้องบางห้องก็มีจอดิจิตอลเล็กๆ บอกไว้ด้วยว่า ห้องนี้ใครจองไว้แล้ว จะใช้ถึงเมื่อไหร่ แถมยังสามารถจองห้องหรือจองโต๊ะได้ด้วย

How to use commute time effectively

พอเริ่มเดินทางมาทำงานด้วยเรือบ่อยมากขึ้น เราก็พบปัญหาอย่างหนึ่งตามไปด้วย นั่นคือ การมีเวลาว่างที่เรียกว่า dead time เหลือเยอะ

แต่เดิมเราเดินทางไปทำงานโดยการขับรถไปจอดไว้ที่ สถานี BTS หมอชิต แล้วขึ้นรถไฟฟ้าไปจนถึงที่ทำงาน ตอนเช้าก็ขับรถซัก 20 – 30 นาที นั่งรถไฟฟ้าอีกครึ่งชั่วโมง แต่ขากลับนี่มีปัญหาหน่อย เพราะใช้เวลาขับรถนานมาก ยิ่งถ้าเป็นตอนรถติดๆ บางทีก็ตั้ง 40 นาที ถึงเป็นชั่วโมง นี่จะทำให้เหนื่อยมากทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังเลิกงาน หรือหลังจากวิ่ง

ถ้าไปทำงานโดยเรือ เราแค่ขับรถมาจอดที่ท่าน้ำบางศรีเมือง ใช้เวลา 7 นาทีจากบ้าน ขากลับก็ขับรถแค่ไม่เกิน 15 นาทีเพราะต้องไปกลับรถ แต่การนั่งเรือใช้เวลานานกว่ามาก เรือข้ามฟากก็ 5-10 นาที เรือด่วนเจ้าพระยาอีก 50-60 นาที ไม่รวมเวลารอเรือ แถมพอไปขึ้นสถานีรถไฟฟ้าที่สาธร ยังต้องไปเปลี่ยนสายที่สยามอีก ใช้เวลารวมๆ แล้วประมาณ สองชั่วโมง บางทีถ้ารอเรือนาน ก็นานกว่านั้น

ถ้าถามว่าคุ้มค่ามั้ย ตอบยาก เพราะการเดินทางทางเรือ ประหยัดน้ำมัน และประหยัดพลังงานและพลังชีวิต ของตัวเราเองไปได้มาก โดยจ่ายด้วยเวลา แต่ความจริงแล้ว “เวลา” ก็มีค่า อาจจะมีค่ามากกว่าค่าน้ำมัน อารมณ์ และพลังงานชีวิตด้วยซ้ำ

โจทย์ก็เลยกลายเป็นว่า เราจะใช้เวลา วันละ 3-4 ชม. บนเรือ บนรถไฟฟ้าได้อย่างไร โดยที่ไม่รู้สึกว่ามันเป็นเวลาที่สูญเปล่าไปเฉยๆ

สิ่งที่ “ทำไม่ได้” หรือ “ไม่ควรทำ” ในระหว่างการเดินทาง

  • ทำงานเต็มรูปแบบ โดยใช้คอมพิวเตอร์ อ่าน/ตอบ อีเมล์งาน
  • ประชุม ถ้าฟังเฉยๆ ก็พอไหว แต่ถ้าประชุมอะไรที่เราตั้งใจจะแค่ไปฟังเฉยๆ โดยมากเราก็มักจะไม่เข้า อ่านเอาก็ได้

สิ่งที่ “ทำได้” เนื่องจากมีเครื่องไม้เครื่องมือ หรือเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม

  • นอน จะงีบ หรือสัปหงก ดูเหมือนไม่มีสาระนะ แต่ถ้าจำเป็นอาจจะแลกเวลานอน 1 ชม.กับการเดินทางหนึ่งชม.ได้ ถึงจะไม่ดีก็เหอะ
  • อ่านหนังสืออ่านเล่น เพื่อความบันเทิงเป็นหลัก
  • อ่านข่าว / feed หรือ บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับงาน
  • คิด และ วางแผนงาน โดยใช้เครื่องมือง่ายๆ อย่างพวก notepad หรีอ mobile device
  • facebook/twitter
  • ฟังข่าวหรือเพลงทางวิทยุ

ประเด็นก็คือ ทำอย่างไร ให้เราไม่รู้สึกว่า เวลามันสูญเปล่าไปกับการเดินทาง วิธีที่น่าจะเป็นก็คือ เอากิจกรรม ที่เราต้องทำอยู่แล้ว (อาจจะในเวลางานหรือ ก่อนนอน) ไปทำในช่วงระหว่างเดินทาง แล้ว “งด” ทำกิจกรรมนั้นๆ เสียในเวลาที่เคยทำ

วันนี้คิดเรื่องนี้ระหว่างเดินทางด้วยเรือ มาทำงาน แล้วก็ใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการอ่าน feedly กับเขียน blog นี่บ้างบางส่วน ต้องลองดูไปอีกซักพักว่าผลจะออกมาเป็นยังไงบ้าง

getting back on the weight control

  หลังจากที่เคยดีอกดีใจอยู่พักหนึ่ง เพราะ ผลเลือดดีขึ้น อันเนื่องมาจากการลดน้ำหนัก ทำให้เราพยายามในการควบคุมอาหารมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนา มาจนถึงวันนี้ก็เกือบจะเดือนหนึ่งเต็มๆ แล้ว

อุปกรณ์สำคัญคือ โปรแกรม libra บน Samsung Galaxy Tab ควบคู่กับตาชั่งดิจิตอล และที่สำคัญที่สุด คือความมีวินัยและตั้งใจ

เมื่อวันที่ 22 มีนา ตอนเริ่มใช้ libra ครั้งแรก ตอนนั้นน้ำหนักอยู่ที่ 84.1 แต่เช้านี้วัดได้ 79.7 kg ลดไป 4.4 กิโล ในช่วงประมาณหนึ่งเดือน นับได้ว่าไม่เลวเลย

แน่นอนว่า ในระหว่างช่วงเวลานี้ ก็มีบางวันเหมือนกัน ที่เกิดอาการ “ตะบะแตก” คือกินแหลก ไม่ใช่ว่าเราจะควบคุมตัวเองได้ตลอดเวลาทุกวันเสียเมื่อไหร่ บางทีก็เล่นขนมบ้าง คุ้กกี้เป็นห่อๆ หรือไอศรีมทั้งกระป๋อง ส่งผลให้น้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ อย่างที่เห็น

ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด เห็นจะเป็นช่วงหลังกลับมาจากสงกรานต์ เพราะไม่ได้ขนตาชั่งติดไปลำปางด้วย แถมยังกินอุตลุดทั้งระหว่างทางและตอนอยู่ที่ลำปาง

กลับมาชั่งน้ำหนักครั้งแรก เล่นเอาหมดกำลังใจไปเลย เพราะน้ำหนักดีดกลับมาเกือบเท่าเดิม ผลงานที่ทำไว้เกือบสามสัปดาห์หายไปหมด แถมเส้นกราฟที่คาดการณ์ว่า เมื่อไหร่เราจะบรรลุเป้าหมาย น้ำหนักที่ต้องการ ยังตวัดขึ้นไปข้างบน พร้อมข้อความ Expected “Unknown” ประมาณว่า ชาตินี้สงสัยน้ำหนักคงไม่มีวันได้ลงไปถึงเป้าหมายเป็นแน่

ส่งผลให้แทบไม่อยากชั่งน้ำหนักเลยในแต่ละวัน แถมอาการ ตบะแตก ก็ยังคงตามมาหลอกหลอนอยู่อีกเป็นระยะๆ ด้วยความคิดแย่ๆ ที่ว่า ไหนๆ น้ำหนักมันก็ขึ้นมาแล้ว

สิ่งที่ช่วยให้กลับมาควบคุมได้อีกครั้ง ก็คือ ความสม่ำเสมอในการวัดผล ถึงจะรู้สึกแย่แค่ไหน แต่เราก็ยังคงชั่งน้ำหนักอยู่ทุกวัน และก็ค่อยๆ กลับมาควบคุมได้อีกครั้ง

ดีใจจัง

listening to youtube music

จากการที่ลบเพลงเก่าๆ ที่สะสมมานานทิ้งไปจนหมด ทำให้ไม่มีเพลงที่เคยชอบฟังเลย นอกจากเพลงใหม่ๆ ที่เพลงซื้อมาเท่านั้น วันนี้ตามลิงค์ของอ้อบนเฟซบุ้ค ไปฟังเพลงเก่าเพลงหนึ่งจาก youtube ฟังจบ เห็นแถบด้านข้างที่เป็น suggestions ก็ตามไปเรื่อยๆ สนุกดีเหมือนกัน

ส่วนใหญ่ก็มีความเกี่ยวเนื่องกัน อาจจะเป็นนักร้องคนเดียวกัน วงเดียวกัน หรือ เพลงเดียวกันแต่คนเวอร์ชัน หรือไม่ก็เป็นเพลงในยุคใกล้ๆ กัน

สนุกดีเหมือนกัน หลายเพลงที่ไม่ได้คิดถึงบ่อยนัก suggestions นี่ก็ช่วยให้ผจญภัยเล็กๆ ได้เหมือนกัน ถึงจะเปิดเป็นเพลงอย่างเดียว ไม่ค่อยได้ดูเป็น vdo ก็เหอะ อีตอนนี้เกิดอยากได้ตัวทำ playlist ซะอีกละ

เอ้า ปะเพลงโปรดไว้ฟังเล่นเพลงนึงละกัน

big desk clock drive time awareness

วันนี้ฉลองเก้าอี้ทำงานใหม่ ซึ่งความจริงก็ซื้อมาพร้อมโต๊ะทำงานนั่นแหละ แต่เก้าอี้ที่เอามาส่งคราวแรก หนังมันมีตำหนิ ก็เลยไม่รับของ อดทนรอจนหลังสงกรานต์ โทรไปบริษัทเฟอร์นิเจอร์ ถึงได้เอาเก้าอี้หนังมาส่ง

พอนั่งนานๆ เข้าก็เกิดอยากได้นาฬิกาตั้งโต๊ะ เลยเอา iPad มาทำเป็นนาฬิกา ก็สวยดี

แต่สิ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่ได้ตั้งใจก็คือ พอนาฬิกามันใหญ่ และมองเห็นช่วงการเปลี่ยนแปลงเป็นนาทีได้อย่างชัดเจน ทำให้ “ความระลึกรู้” หรือการรับรู้ช่วงเวลา เปลี่ยนเป็นละเอียดมากขึ้น คือรู้ตัวทุกนาที

รู้สึกตัวเหมือนกันว่า เวลาแต่ละนาทิที่ผ่านไป มันผ่านไปเร็วมาก เวลาที่เรากำลังทำอะไรซักอย่างหนึ่ง พอใจจดจ่อ ก็เลยรู้สึกว่ามีสมาธิเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ดีหรือเปล่า ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าแปลก และไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อน