teachable moments

เคยได้ยินคำนี้มาเมื่อหลายปีที่แล้ว ตอนที่ AAI president มาที่เมืองไทยแล้วจัด coaching ให้พวก section manager จำคำนี้ได้เพราะเรื่องที่เขาเล่า มันโดนใจพอดี

มานึกถึงคำนี้อีกครั้ง หลังจากงาน career day ที่จัดไปเมื่อสัปดาห์ก่อน หนึ่งในหัวข้อสุดฮิตก็คือ speed coaching

ด้วยข้อจำกัดของเวลา ทำให้รูปแบบการพูดคุยกับพนักงาน จำเป็นต้องรวดเร็ว กระชับ ไม่ต้องอารัมภบทอะไรกันมาก พูดกันให้เข้าเรื่องตรงประเด็นเลยทีเดียว ทำให้เรามีโอกาสได้ให้คำแนะนำกับเพื่อนๆ น้องๆ ที่เราเห็นวิธีที่เขาทำงานแล้ว บางทีก็นึกเป็นห่วง แต่เนื่องด้วยไม่ได้เป็นเจ้านายโดยตรง หรือบางทีเจ้าตัวไม่ได้ถาม ไม่ได้มาขอคุยด้วย ก็เลยแนะนำอะไรมากไม่ค่อยได้

แต่พอมาอยู่ในสถานการณ์ที่เฉพาะเป็นพิเศษ คือ career day ช่วงสุดท้าย ฟังเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจมาตั้งแต่เช้า หลังเที่ยงก็อธิบายกระบวนการเคลียร์ข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่อง การโปรโมท การประเมินผลงาน การวางแผนตำแหน่งงาน แล้วปิดท้ายด้วยการทำ speed coaching

มาถึงจุดนี้ สำหรับหลายๆ คน มันเป็น teachable moment เต็มที่แล้ว นี่คือเวลาที่ดีที่สุดที่จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับ career แล้วเขาจะฟัง และก็ดูเหมือนจะได้ผลดีทีเดียว ดูจากตอนสรุปงานช่วงเย็น

มานั่งนึกๆ ดูแล้ว แต่ละคน ก็มี teachable moment ในแต่ละเรื่องที่แตกต่างกันไป ไม่ใช่ว่าเขาไม่ฟังเรา แต่ “เขาไม่ได้ยินจริงๆ” สอนลูกก็เหมือนกัน พร่ำสอนไปเถอะ ถ้าไม่ได้เป็นจังหวะ หรือโอกาสที่เขาจะเปิดใจฟัง เราก็พูดไปจนเหนื่อย แต่เขาไม่ได้ยิน กลับจะกลายเป็นรำคาญเสียอีก

ถ้าจะบอก จะสอนอะไรใครซักคน รอ teachable moments รอให้เขาเปิดใจพร้อมที่จะฟัง แล้วเขาจะได้ยิน

promotion party at korean apartment

เมื่อเย็นวานไปงานเลี้ยงบ้าน DH ซึ่งเจ้าตัวจัดเลี้ยงเนื่องในโอกาสได้โปรโมทเป็น section manager ไม่รู้ธรรมเนียมเกาหลีเป็นยังไง แต่คนไทยเราก็แซวกันเล่นๆ ว่า เออนี่ ได้โปรโมทแล้วเมื่อไหร่จะเลี้ยงเสียทีละ

ความจริงแล้ว ธรรมเนียมปฏิบัติในบริษัทเรา ไม่เคยมีการที่คนได้โปรโมทต้องเลี้ยงคนในแผนกนะ ที่มีเลี้ยงกันจริงๆ ก็เป็น farewell party เลี้ยงส่งน้องๆ ลาออกกันไปเท่านั้นเอง แต่เราก็แซว DH กันเล่นๆ หาเรื่องไปกินข้าวด้วยกันเสียมากกว่า

ปรากฎว่า DH กลับไปเตรียมการที่บ้านเสียยกใหญ่ ให้ภรรยาเข้าครัวทำอาหารแล้วก็ชวนคนทั้งแผนก (ประมาณ 10 กว่าคน) รวมครอบครัวไปบ้านเขา

บ้านเขาเป็น apartment ขนาดใหญ่มากทีเดียว 250+ ตารางเมตรได้มั้ง สามห้องนอน อยู่กันสามคนพ่อแม่ลูก หนูน้อยจัสตินอายุเพิ่งจะสามขวบกว่าเท่านั้น กำลังน่ารักเลยทีเดียว กับคนงานชาวพม่าอีกคนนึง

เราก็เลยสนุกสนานกับอาหารเกาหลีฝีมือภรรยา DH เรียกได้ว่าอร่อยทุกอย่างเลยทีเดียว หลายอย่างก็คล้ายๆ ของไทย อย่างขนมหวานนี่เหมือนขนมต้มบ้านเรา หรืออย่างของหวานอีกแบบหนึ่ง ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับข้าวหมากของเรา แต่ยังหมักได้ไม่นานเท่าข้าวหมาก แล้วก็เน้นไปที่น้ำ (ในขณะที่ข้าวหมากของบ้านเรา เน้นไปที่ตัวข้าว มากกว่าที่น้ำหมัก)

จานหลักก็มีเนื้อผัดซอส คล้ายๆ เนื้อผัดน้ำมันหอย กับหมูสามชั้นต้ม กินคู่กับกิมจิ อร่อยดี ซุปของเขาดูคล้ายๆ ซุปสาหร่ายของญี่ปุ่นแต่ใส่น้ำแข็งเย็นๆ อร่อยดีเหมือนกัน

แต่ที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นเหล้าเกาหลีอย่างที่เรียกว่า soju ไม่รู้เรียกถูกหรือเปล่า หน้าตาคล้ายเหล้าขาวหรือสาเก ดีกรีประมาณ 20 ก็ถือว่าแรงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่ DH เน้นมากว่า ต้องแช่เย็นเท่านั้นถึงจะอร่อย แล้วเวลากิน ก็รินใส่แก้วเล็กๆ เป็น shot กินกันเพลินไปเลย

ก็สนุกสนานกันตามสมควร นานๆ จะได้กินอาหารเกาหลีเสียที ที่สำคัญคือได้มีโอกาสเฮฮากับเพื่อนที่ทำงานพร้อมหน้าพร้อมตากันเกือบครบแผนก ซึ่งหลายๆ เดือนถึงจะมีอย่างนึ้เสียที เพราะไม่เคยว่างอยู่เมืองไทยตรงกันเสียที  นี่ก็คุยกันอยู่ว่าเราน่าจะจัดกิจกรรมสนุกๆ กันเองในแผนก อย่างชวนกันไปโยนโบว์ หรือคาราโอเกะกันบ้าง มัวแต่ทำงานกันจนหน้าเครียดไปหมดแล้ว

a busy Monday

วันจันทร์นี้ยุ่งหลายอย่าง อย่างแรกเลยคือการไปยื่นวีซ่าที่สถานทูตโปแลนด์ อุตสาห์ออกจากบ้านมาแต่เช้า แต่ปรากฎว่ารถติดมาก ส่งกวงที่โรงเรียนตั้งแต่ 7 โมง 5 นาที กว่าจะได้ขึ้นทางด่วนงามวงศ์วาน ปาเข้าไปแปดโมงกว่าแล้ว มาโล่งรถวิ่งสะดวกเอาก็ตรงจุดตัดจากทางด่วนขั้นที่สอง เข้าทางด่วนขั้นที่ 1 จากตรงนั้นแค่ 5 นาที ก็ถึงสถานทูตโปแลนด์แล้ว เห็นมีการปิดถนน คาดว่าอาจจะเป็นเพราะมีขบวนเสด็จ

รู้สึกหงุดหงิดตอนเช้า เพราะรถติด ทั้งๆ ที่ก็อุตสาห์เผื่อเวลาไว้มากแล้ว ตอนออกจากบ้านมาหกโมงครึ่งยังคิดอยู่เลยว่า นี่เราเผื่อเวลาไว้มากเกินไปหรือเปล่าเนี่ย แต่ปรากฎว่ารถมันติดมากจริงๆ ดีที่นายขับรถมาส่ง ถ้าเราต้องขับรถเอง ท่าทางจะแย่ นายใจเย็นกว่าเราถ้าพูดเรื่องขับรถ

ยื่นเอกสารวีซ่าไม่นานเลย เสร็จแล้วก็นั่งมอเตอร์ไซด์มาออฟฟิศ พบว่ามีประชุมรออยู่หลายรายการมากๆ แถมสัปดาห์นี้ยังมีเรื่องการประชุม ASEAN IDS Career Day เสียด้วย เลยมีงานกระจุกกระจิกเยอะแยะเต็มไปหมดเลย

อีเมล์ก็ยังคงท่วมท้นอยู่เป็นร้อยเช่นเคย

small reward and recognition

ตั้งใจไว้มาพักหนึ่งแล้วว่ามาวิคทำงานมาหนัก และผลงานก็ออกมาดี (ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่มากๆ) เลยอยากให้รางวัลเธอ ก็ใช้วิธีปกติมาตรฐาน ของที่บริษัท ซึ่งมีบริการอย่างนี้อยู่แล้ว

คุยเรื่องนี้กับเจ้านายของเรา ก็พบว่าไม่มีปัญหา เราลงมือทำได้เองเลย เพราะมันเกี่ยวข้องกับเงินบางส่วนจาก cost center ของเราเองด้วย ได้คุยกับคาลอยที่เป็น associate director ในฝั่งของมาวิค ก็เห็นตรงกัน

ส่งหลังจากส่ง award ออกไป ซึ่งมีลักษณะเป็น gift voucher ที่ผู้รับสามารถเอาไปแลกเป็นบัตรของขวัญของร้านค้าต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศเค้าได้ มูลค่าก็ไม่มากมายอะไรนัก แค่ 100 เหรียญสหรัฐ แถมส่งโน้ตไปบอกเจ้าตัว cc: หัวหน้าของเขาขึ้นไปอีก 3 ระดับ (เพื่อบอกเขาว่าลูกน้องยูทำงานได้ดีประทับใจนะ)

แล้วเราก็ได้โน้ตนี้จากเจ้าตัว  เก็บเอาไว้ภูมิใจกับตัวเองเหมือนกันว่า ความตั้งใจกับความพยายามที่เราใช้กับเด็กๆ เหล่านี้ไม่สูญเปล่า เขาได้รับและตระหนักถึงคุณค่าอยู่เหมือนกัน

Comgrit,

 

Just sending a personal note

Thank you so much. I’m thankful for the award but more especially thankful for your coaching.

I hope you know how your coaching and support really helps me a lot. I admire your principles and how you look at P&G. I look up to you especially how you manage things and people. 🙂

Mavic

make sure no overlogging

ในระหว่างการพัฒนาระบบงาน สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้มาจากการทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ คือการพัฒนาระบบให้มี traceability หรือสามารถติดตามสถานะของงานแต่ละชิ้นได้ เทคนิคอย่างหนึ่งคือการทำ logging หรือบันทึกผลของการทำงานแต่ละขั้นตอนไว้

ประโยชน์ของการทำ system log มีหลายอย่าง อาทิเช่น

  • ช่วยให้สามารถทราบผลของงานแต่ละขั้นตอนได้ โปรแกรมหนึ่งอาจจะมีขั้นตอนในการทำงาน ตั้งแต่ไม่กี่ขั้นตอน ไปจนถึงเป็นร้อย เป็นพันขั้นตอน การบันทึก log เอาไว้ ทำให้ operator สามารถกลับมาตรวจสอบในภายหลังได้ว่า ขั้นตอนที่โปรแกรมได้ทำไปแล้วนั้น เสร็จสมบูรณ์หรือไม่ หรือเกิดข้อผิดพลาดอย่างไร
  • ช่วยในการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม การบันทึก log ยังช่วยให้สามารถดูได้ว่า ประสิทธิภาพการทำงานของระบบเป็นอย่างไร มีขั้นตอนไหนที่ใช้เวลามากเกินไปหรือเปล่า สามารถแสดงให้เห็นจุดที่ควรปรับปรุงแก้ไขได้
  • ช่วย recovery หรือ re-process ในกรณีที่โปรแกรมทำงานไม่เสร็จเรียบร้อย อาจจะหยุดที่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง การตรวจดู log สามารถช่วยให้ operator สามารถ resume ขั้นตอนต่อไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นขั้นตอนใหม่ทั้งหมด

ดังนั้นแล้ว เวลาพัฒนาโปรแกรม เรามักจะให้มีการเขียน  log ในลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ เพื่อประโยชน์ต่างๆ ข้างต้น

อย่างไรก็ดี ถ้ามีการทำ logging มากเกินไป  แน่นอนว่าจะส่งผลเสียต่อระบบได้

  • performance แน่นอนว่า ถ้าระบบถูกพัฒนามาให้บันทึก log ทุกขั้นตอนการทำงาน แบบละเอียดยิบ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มันก็จะทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมลดลง แทนที่จะใช้เวลาประมวลผลเสีย 95-99 เปอร์เซ็นต์ แล้วบันทึก log ซัก 1-4 เปอร์เซ็นต์ กลายเป็นว่า เวลากว่าครึ่งของการทำงาน หมดไปกับการเขียนบันทึก ว่ากำลังทำอะไรบ้าง
  • storage หรือการบันทึกข้อมูล ก็จะต้องกันพื้นที่ส่วนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในฐานข้อมูลหรือพื้นที่ดิสก์สำหรับเก็บ log files ส่วนนี้อาจจะเป็นปัญหาได้ หากไม่ได้มีการเขียนโปรแกรมเพื่อทำการ clean-up ข้อมูลบันทึกเหล่านั้น
  • clean-up process หรือกระบวนการในการ “ลบ” ข้อมูล log ที่บันทึกเอาไว้ เมื่อระบบทำงานนานๆ ไป สิ่งหนึ่งที่มักจะลืมกันก็คือ กระบวนการในการ clean-up log เพื่อลดพื้นที่เก็บข้อมูลที่ไม่จำเป็น เคยมีมากกว่าหนึ่งระบบที่ พอดิสก์เต็ม พยายามจะ archive ข้อมูล พอเข้าไปดูเข้าจริงๆ ข้อมูลกว่าครึ่ง เป็นข้อมูล log ซึ่งบางทีก็เก่านานหลายปีแล้ว แสดงว่าไม่เคยได้มีการ clean-up เลย

นอกจากนั้นแล้ว ขั้นตอนการทำงานบางอย่าง มันไม่ต้อง logging ละเอียดนักก็ได้ อย่างเมื่อไม่นานนี้ เราสั่งให้มีการวิเคราะห์ module หนึ่งที่มีชื่อว่า Instant XP ซึ่งมีหน้าที่หลักคือเก็บ mapping table หลังจากที่พบว่า เวลาโหลดข้อมูล mapping ใหม่ๆ เข้าไป มันใช้เวลานานมาก ทั้งๆ ที่ฝั่งฮาร์ดแวร์ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

ผลการวิเคราะห์ออกมาถึงได้พบว่า คนออกแบบเจ้าโมดูลนี้ สั่งให้มีการเขียน log ทุกรายการที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในตาราง เรียกว่าบันทึกไว้ละเอียดยิบเลยทีเดียว ผลเลยปรากฎว่า ตาราง log ใหญ่โตมโหฬาร ใหญ่กว่าตัวตาราง mapping เองนับเป็นร้อยเท่า เวลาที่ใช้ส่วนใหญ่ในการทำงาน ก็หมดไปกับการ insert ข้อมูล log เข้าไปในตาราง log พอ disable ส่วนนี้ออกไป ระบบทำงานเร็วขึ้นกว่าเดิมเยอะ จากที่เคยใช้เวลาสองสามชั่วโมง กลายเป็นเหลือแค่ “นาทีเดียว”

อะไรที่มันมากเกินไป ก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละ เดินสายกลางดีที่สุด

cha-am and hua-hin trip

วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไปเที่ยวชะอำหัวหินมา วัตถุประสงค์หลักน่าจะเป็นการไปดูคอนเสิร์ต Honda Summer Festival เป็นฟรีคอนเสิร์ตจัดที่เขาตะเกียบ หัวหิน โดยไปพักที่บ้านพักสวัสดิการ ค่ายนเรศวร

เราไปกันด้วยรถสองคัน รถแก้วก็มีแก้ว อาร์ค ต้อม แล้วก็พี่ณรงค์ชัย รถเราก็มีครอบครัวเรา พี่โอ๊คกับอ้อ นัดเจอกันระหว่างทาง ทานข้าวเช้าด้วยกันที่ ตลาดก่อนถึงมหาชัยนิดหนึ่ง ทักทายทำความรู้จักกันก่อน เพราะญาติกับเพื่อนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน โดยมีนายเป็นตัวเชื่อมระหว่างคนสองกลุ่มนี้ หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จแล้ว เราก็ตั้งเป้าหมายต่อไปเป็นร้านอาหารเที่ยง แบบว่า ทัวร์กินมากเลย แต่พอขับๆ ก่อนเข้าตัวเมืองเพชรบุรี เกิดอาการอยากกินขนมกันขึ้นมา เลยชวนกันแวะตลาดเมืองเพชรเสียก่อน แล้วก็ตลุยกันซื้อของกินอุตลุด ซื้อข้าวแช่มาจากสองเจ้า เกือบยี่สิบชุด ชมพู่เพชรหลังจากชิมแล้วชอบ ก็เหมากันมาเลย เกือบสิบกิโล กับขนมอื่นๆ อีกมากมาย

ออกจากตลาดเมืองเพชร เราก็แวะกันไปหาดเจ้าสำราญ เคยได้ยินแต่ชื่อ ไม่เคยไปเสียที ลงไปถ่ายรูปกันซัก 5 นาทีได้มั้ง แล้วก็ขับรถเลียบชายทะเลไปจนถึงชะอำ ก่อนจะวกเข้าถนนเพชรเกษม เราไปถึงร้านอาหาร “ปลาทู” ตอนก่อนเที่ยงเล็กน้อย ดีที่พี่โอ๊คท่านผู้กำกับโทรให้ลูกน้องมาจองโต๊ะไว้ก่อนแล้ว

หลังอาหารเที่ยง เราเข้าที่พัก ซึ่งเป็นบ้านพักสวัสดิการตำรวจพลร่ม อยู่ภายในค่ายนเรศวร ที่พี่โอ๊คเป็นผู้กำกับอยู่ พอเลี้ยวเข้าไปก็พบกับตำรวจหญิงที่เฝ้าหน้าประตูค่าย หน้าตาจิ้มลิ้มมาก (อยู่สองวัน ผ่านประตูค่ายหลายหน เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูค่ายเป็นตำรวจหญิงหมดเลย) เราแวะกินข้าวแช่กันที่บ้านพักท่านผู้กำกับก่อน กะกันว่า เสร็จแล้วบ่ายหน่อยค่อยไปคอนเสิร์ต ซึ่งอยู่เลยหัวหินไปหน่อย ก็อีกซัก 20 กว่ากิโลจากที่พัก แต่พอหนังท้องเริ่มตึงแล้ว เราก็เลยพากันนอนเล่นก่อน นอนอยู่บ้านพักริมทะเล ซึ่งมีห้องแค่ห้องเดียว ก็นอนรวมๆ กันนั่นแหละ หลับไปสองชม. ตื่นมาตอนเกือบห้าโมงเย็นแล้ว ก็พากันออกไปดูคอนเสิร์ต์

ปรากฎว่ารถติดอยู่ในหัวหินนั่นแหละ เลยแวะกินข้าวก่อน ไปกินที่ร้าน “ลาแม” ที่คุยว่าวิวสวยที่สุดในหัวหิน ซึ่งก็คงจะจริง เพราะตัวร้านตั้งอยู่ริมผาด้านหนึ่งของเขาตะเกียบ ขับรถไต่เขาขึ้นไป วิวสวยสมคำอ้าง แต่อาหารรสชาติธรรมดามาก ราคาก็แพงกันขึ้นไปตามความสวยของวิว

หลังอาหารเย็น เราขับรถลงมาแล้วก็แยกทางกัน เพราะเหล่าป้าๆ ในรถอีกคัน หมดความสนใจกับงานคอนเสิร์ตไปเสียแล้ว หลังจากที่หลงเข้าใจผิดว่าเป็น jazz concert แต่ปรากฎว่าเป็นวงสมัยใหม่ ที่พวกเราแทบไม่รู้จักเลย มีแต่พวกเราที่นำโดยหญิงอ้อ ที่มุ่งมั่นว่าจะต้องไปให้ได้ ก็หาที่จอดรถแล้วตั้งท่าจะเดินเข้าไป

ปรากฎว่าพี่โอ๊คไปพบเอาเรือไดหมึกที่มารับจ็อบพิเศษ ให้บริการไปส่งคนเข้างานคอนเสิร์ต โดยการนั่งเรือไปจนถึงหน้าเวที เล่นเอาปวดขาไปเหมือนกัน เพราะต้องนั่งยองๆ อยู่ถึงกว่าสิบนาที แต่ก็เป็นการผจญภัยเล็กๆ ที่สนุกดี

เราเข้าไปถึงหน้าเวทีคอนเสิร์ตเวลาก่อนสองทุ่มเล็กน้อย แล้วก็พบว่า งานจริงๆ เพิ่งจะเริ่มเท่านั้นเอง (แต่มีดนตรีตั้งแต่เที่ยงมั้ง แล้วก็ยาวไปจนถึงตี 4) แต่เวลาเริ่มเปิดงานเป็นทางการคือสองทุ่ม โดยมีประธานจัดงานกล่าวเปิด แล้วก็จุดพลุ ต้องเรียกว่าเป็นการดูพลุที่ใกล้ที่สุดในชีวิตของเราเลยทีเดียว เพราะมันระเบิดอยู่เหนือหัวเราพอดี ตื่นตาตื่นใจมาก

วงแรกที่เริ่มแสดงคือ ก้านคอคลับ ซึ่งเราไม่รู้จัก แต่เพลงก็สนุกดี เรายืนกันอยู่ตรงนั้นประมาณซัก 45 นาทีได้มั้ง พี่โอ๊คก็ไปหาโต๊ะนั่งใกล้ๆ ได้ เราไปนั่งฟังเพลงอยู่ที่นั่นอีกแป๊บนึง พอสามทุ่มนิดๆ ก็กลับออกมาแล้ว (อ้าว !!! ไอ้เราก็นึกว่าจะอยู่กันซักอย่างน้อยก็ 2-3 ชม.) แต่ดูเหมือนพออ้อได้ถ่ายรูปอัพโหลดกิจกรรมขึ้น facebook แล้วก็พอใจแล้ว

เราเดินย้อนสวนสายธารประชาชีที่ยังคงหลั่งใหลมาเข้างานอย่างไม่ขาดสาย แวะซื้อขนมกินกันนิดหน่อย แล้วก็ขับรถกลับที่พัก

เช้าวันอาทิตย์ เราตื่นก่อนคนอื่นๆ แล้วก็เริ่มออกวิ่งด้วยเป้าหมาย 16 กิโลเมตร เส้นทางวิ่งก็วนไปเวียนมาอยู่ภายในค่ายนเรศวรนั่นแหละ อากาศดีทีเดียว กว่าจะกลับมาถึงที่พัก ก็แปดโมงเช้า ชาวบ้านคนอื่นๆ พากันออกไปทานข้าวเช้าเรียบร้อยแล้ว

พอซัก 10 โมงเราก็เก็บข้าวของออกมาจากบ้านพัก ไปเที่ยวเพลินวานกัน ก็มีลักษณะเป็นคล้ายๆ ห้างสรรพสินค้าย้อนยุค ภายในตกแต่งแบบสมัยก่อน มีร้านค้าแบบต่างๆ ขนมของกินแบบโบราณ แต่เราอยู่ที่นั่นกันแค่แป๊บเดียวเท่านั้น เดินผ่านๆ รอบเดียว คือไม่ได้อินอะไรกับของเก่ามากขนาดนั้น ไม่ได้ซื้ออะไรออกมา นอกจากขนมน่ากินสองสามอย่าง อย่างแรกคือ ไข่กะโหลก เป็นเหมือนไข่เจียวผสมทาโกะยากิ แต่รสชาติจืดไปหน่อย กับนายซื้อไอติมหวานเย็นโบราณมากิน

ปรากฎว่าขาออกจากเพลินวาน แวะซื้อเสื้อยืดสกรีนกัน เราชอบลายที่เขียนว่า “ไกลกังวล” เลยซื้อมาเสียสองตัว เอาไว้ใส่คู่กันกับนาย ไม่เคยทำเลยนะนั่น แล้วก็ซื้อเสื้อสกรีนหัวหินให้กวงอีกตัว

ร้านต่อไปคือ Flynow outlet แต่ได้แค่เดินดู เพราะนายบอกว่าของในนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะถูกอะไรมากมาย เพียงแต่ชุดกีฬาของ adidas ราคาไม่แพง แถมมีแบบและขนาดที่น่าสนใจด้วย แต่ยังไม่ได้ซื้อ ของเดิมยังมีอยู่พอสมควรทีเดียว เดือนหน้าถ้าได้กลับไปหัวหินอีก อาจจะได้ซื้อ

ออกจาก FLYNOW เราแวะกลับไปรับอ้อ เพื่อกลับกรุงเทพฯ ด้วยกัน ออกจากค่ายนเรศวร เราตั้งเข็มไปกินข้าวเที่ยงกันริมทะเล ร้านป้าสำเนียง (ไม่แน่ใจว่าจำผิดหรือเปล่า) แต่คนเยอะมาก อาหารอร่อยดีทีเดียว นั่งกินกัน 8 คนอย่างสนุกสนาน ทางร้านก็จัดเมนูไว้เป็นชุดๆ มีให้เลือกสามชุด ก็เลยรวดเร็วดี

ทานอาหารเสร็จก็แยกย้ายกันกลับ รถเราแวะอีกครั้งที่ Pasaya outlet นายกับอ้อได้ของกันมาอีกคนละ 2-3 ชิ้น ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกเครื่องนอน

ถึงบ้านประมาณหกโมงเย็น

old friends from Manila office

สัปดาห์นี้มาประชุมที่มะนิลา เจอเพื่อนเก่าๆ หลายคน บางคนก็รู้จักทำงานด้วยกันมาเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว บางคนย้ายที่ทำงานไปๆ มาๆ กลับมาอยู่ฟิลิปปินส์อีก ทำให้ได้เจอกัน หลายคนที่ไม่ได้เจอกันนาน รูปร่างหน้าตาก็เปลี่ยนไป หนุ่มน้อยรายหนึ่งซึ่งเคยเป็นลูกน้องเราเมื่อกว่าสิบปีที่แล้วตอนเข้ามาทำงานใหม่ๆ เดี๋ยวนี้เติบโตขึ้นทั้งทางด้านหน้าที่การงาน และรูปร่าง โอ้.. ไม่เจอกันสิบปี น่าจะอ้วนน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าได้มั้ง

การประชุมก็ผ่านไปอย่างราบรื่น ได้ผลตามที่ต้องการ ได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ เจอปัญหาใหม่ๆ ให้แก้ ในขณะเดียวกันก็ได้พบเจอหน้าเพื่อนร่วมงาน บางคนก็ไม่ใหม่เท่าไหร่นัก รู้จัก ทำงานด้วยกันมานานเป็นปีได้ แต่เพิ่งมีโอกาสได้รู้จักตัว เห็นหน้านั่งคุยกันตัวเป็นๆ ก็คราวนี้ ดีเหมือนกัน

ส่วนหนึ่งของรายการเป็นการออกไปกินข้าวด้วยกันเป็นทีม สนุกสนานเฮฮากันไปตามสมควร