แก้ปัญหา โดยการเปลี่ยนสภาพแวดล้อม

albert-einstein-quote-its-not-that-im-so-smart-its-just-that-i-stay-withช่วงนี้ทำงาน Technical มากหน่อย สนุกดี มีเรื่องใหม่ๆ ให้เรียนรู้ได้ตลอด แถมความรู้สึกตอนที่แก้ปัญหาแล้วทดสอบทำได้นี่มันสุดยอดจริงๆ อารมณ์ประมาณ ยูเรก้า อะไรประมาณนั้นเลย

แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ มันก็ต้องผ่านช่วงเวลาของการกุมขมับ มึนตึ้บ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เปิดทั้งอากู๋ ทั้งเฮียบิง เป็นสิบๆ แท็บ ลองผิดลองถูกอยู่จนแทบจำไม่ได้แล้วว่าลองอะไรไปแล้วบ้าง ช่วงเวลาตรงนี้แหละที่น่าอึดอัด หดหู่ ว้าวุ่น เป็นที่สุด

พอเริ่มรู้สึกตัวว่าเกิดอาการตันอย่างที่ว่าขึ้นมาแล้ว อย่าฝืนดันทุรังไปเลย วิธีการที่ผมเองใช้แล้วพบว่าได้ผลตลอดก็คือ “เปลี่ยนสภาพแวดล้อม” ครับ สลับให้สมองไปคิดเรื่องอื่นเสียบ้าง เปิดโอกาสให้จิดใต้สำนึกได้มีเวลาทำการประมวลผล รวบรวมข้อมูลการทดลองที่มันไม่เวิร์คในช่วงที่ผ่านมาดูบ้าง การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของผมมีหลายระดับ เรียงตามลำดับจากน้อยไปมาก เริ่มใช้จากวิธีเบาๆ ก่อน ถ้ายังไม่ดีขึ้น ค่อยขยับเพิ่มระดับกันขึ้นไป

  • เปลี่ยนไปทำงานกับปัญหาอื่นแทน หรือทำงานส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกันก่อน
  • ลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินไปมาบ้าง ทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ทำให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว ถ้าอยู่ที่บ้านผมก็ใช้วิธีเดินไปซักผ้า ล้างจาน หรือไม่ก็ทำกับข้าว ถ้าอยู่ที่ออฟฟิศ ก็เดินเล่นรอบออฟฟิศเสียบ้าง
  • อาบน้ำ อันนี้สุดคลาสสิก แต่ได้ผลจริงๆ หลายความคิดดีๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างอาบน้ำ
  • ออกกำลังกาย อาจจะแค่ออกไปเดินเร็วๆ ให้เหงื่อออกเสียหน่อย หรือจะวิ่ง ไปเข้ายิมกันให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเลยก็ได้
  • นอน ครับ นอนทับปัญญาอย่างที่ฝรั่งเขาว่าไว้นั่นแหละครับ บางทีตอนเคลิ้มๆ อยู่นั่นแหละครับ ที่มันจะได้ไอเดียออกมา

การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเหล่านี้ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้โดยตรงนะครับ แต่มันจะสร้างไอเดียใหม่ๆ ในการหาทางออกให้กับปัญหาของเรา สุดท้ายแล้ว เรายังคงต้องลงแรงแก้ปัญหานั้นอยู่ดี อย่าหวังว่าปัญหามันจะละลายหายไปเอง แล้วก็อย่ายอมแพ้เร็วเกินไปด้วยหล่ะ

“It’s not that I’m so smart, it’s just that I stay with problems longer. ”
Albert Einstein

Advertisements

ไฟลนก้น

สังเกตตัวเอง และคนรอบข้างมาหลายครั้งแล้ว ถ้าไฟไม่ลนก้นจริงๆ งานก็ไม่เดิน

อาการไฟลนก้น ก็คือ มันถึงกำหนดที่จะต้องส่งงานแล้ว คือถ้าไม่ทำ หรือทำไม่เสร็จ เป็นเรื่องแน่ๆ
ทั้งๆ ที่มีเวลาที่จะทำงานชิ้นนั้นมาพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำ หรือถ้าทำก็ไม่ได้ก้าวหน้าไปมากตามสัดส่วนเวลา

พอใกล้จะถึงเส้นตาย ก็รีบมาปั่น หรือบางคนก็เรียกว่า เผา รับรองแป๊บเดียวเสร็จ คุณภาพเป็นยังไงไม่รู้

เข้าใจว่าเป็นพฤติกรรมปกติของมวลมนุษยชาติ ใครๆ เขาก็คงเป็นกันแหละ

มาหาวิธีช่วยไม่ให้ก้นเราไหม้เกรียมกันดีกว่า เอาแค่อุ่น หรือสุกๆ ดิบๆ ก็พอ

แบ่งงานให้ย่อยลง
การแก้ไขอาการไฟลนก้น ทำได้โดยการแบ่งงานออกเป็นส่วนๆ แล้วกำหนดเส้นตายให้งานแต่ละส่วน ว่าแต่ละส่วนจะเสร็จเมื่อไหร่ ส่วนไหนจะต้องทำก่อน ส่วนไหนทำทีหลัง จริงๆ แล้วนี่ก็คือการวางแผนงานนั่นแหละ สมมติว่ามีงานขนาดหนึ่งเดือน (ซึ่งหลายคนอาจจะใช้เวลาทำแค่หนึ่งสัปดาห์หรือสองสามวันก่อนส่ง) เราก็แบ่งมันเป็นงานชิ้นย่อยๆ สักสี่ชิ้น กำหนดว่าแต่ละส่วนจะเสร็จในเวลาหนึ่งสัปดาห์ ทีนี้แทนที่เราจะต้องมาตาลีตาเหลือกทำเอาอาทิตย์สุดท้าย ของเดือน เราจะเกิดอาการไฟล้นก้น 4 รอบ สัปดาห์ละรอบแทน จริงๆ แล้วงานหนึ่งสัปดาห์เราอาจจะทำวันหรือสองวันเอง แต่ถ้ามองภาพรวมแล้ว พอถึงกลางเดือน อย่างน้อยเราก็จะได้งานครึ่งนึงแล้ว แถมยังเครียดน้อยกว่ากันเยอะ

เลือกไฟให้ถูก
ถ้าเป็นงานสำคัญที่มีผลกับอนาคต หรือเจ้านายสั่งเร่งมา หรือมีลูกค้าบ่นหรือรออยู่ นั่นมักจะเป็นประเภทไฟเตาแก๊สหัวฟู่ ไม่ค่อยมีปัญหา มันเป็นแรงกดดันตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่สำหรับงานที่ “ควรทำ” แต่อาจจะยังไม่เร่งด่วน หรือเจอเจ้านายใจดี สั่งแล้วอาจจะลืมไป (จนกว่ามันจะกลายเป็นเรื่องขึ้นมา) พวกนี้จะเหมือนไฟธรรมดา อาจจะไม่ค่อยเดือดร้อนเท่าไหร่ เลื่อนกันไปเรื่อยๆ ตามแต่ใครจะเห็นความสำคัญ ถ้าเป็นอะไรก็เรารู้ว่าควรทำ แต่ไม่มีแรงกดดันจากใครๆ เลย แม้กระทั่งจากตัวเอง แบบประเภทว่างแล้วค่อยทำ นั่นเหมือนจุดเทียนอุ่นแกงทั้งหม้อ รอไปเถอะ ชาตินี้อาจจะไม่ได้กินเลยก็ได้

เปลี่ยนจากไฟเทียนไข เป็นไฟแก๊สหัวฟู่โดยการสร้าง committment หรือพันธะสัญญา ให้กับตัวเองและคนรอบข้าง บอกเขาไปเลย ว่างานชิ้นนี้จะเสร็จเมื่อไหร่ กำหนดให้ชัดเจน อาจจะถึงกับต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หรือให้คนอื่นช่วยกระตุ้น ช่วยเตือน

ทั้งสองวิธีข้างต้น ต้องทำควบคู่ไปด้วยกันถึงจะได้ผล ทำแค่อย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่