About Time

about_time_film เพิ่งได้ดูหนังเรื่อง About Time เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เอง ประทับใจในหลายเรื่อง แต่ที่ชอบที่สุด เห็นจะเป็นฉากที่พระเอก ย้อนกลับไปใช้ชีวิตธรรมดาในวันนั้นซ้ำอีกรอบ เพียงแต่ครั้งนี้ด้วยความชื่นชมในสิ่งรอบๆ ตัวเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

เหตุการณ์เดิมเกิดขึ้น แต่ด้วยการปล่อยวางความเร่งรีบ ความกดดันต่างๆ ทำให้เราสามารถที่จะชื่นชมกับความสวยงามเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวเราได้ อากาศดีๆ เพลงเพราะๆ ผู้คนรอบข้างที่ยิ้มแย้ม

มันขึ้นอยู่กับว่า เราจะมองเห็นเรื่องราวที่สวยงามเหล่านี้หรือไม่ เคล็ดลับความสุขจากการย้อนเวลาที่พ่อของพระเอกแนะนำไว้ ก็เพื่อที่จะได้เก็บเกี่ยวความสุขเหล่านั้นไว้ในระหว่างวันนั่นเอง

แน่นอนว่า เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปใช้ชีวิตของวันนี้ได้ใหม่ แต่ผมพบว่า มีอยู่สองอย่างที่เราสามารถทำได้ในแต่ละวัน

  1. ชื่นชมกับเรื่องดีๆ รอบตัว และวางเฉยกับเรื่องแย่ๆ เสียบ้าง เปรียบเหมือนกับเวลาเราเดินเข้าไปในทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง คุณสามารถเลือกที่จะดูและชื่นชมกับความสวยงามของดอกไม้ในทุ่งก็ได้ หรือ จะเลือกคอยมองหาขึ้หมาจากในทุ่งเดียวกันก็ได้ แน่นอนว่า หากคุณมัวแต่มองหาขี้หมา คุณจะไม่มีโอกาสได้เห็นความสวยงามของดอกไม้ในทุ่งหรอก
  2. จดบันทึก การเขียนบันทีก ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไดอารี่ blog หรืออะไรก็ตาม จะช่วยให้เราได้ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น และทำให้ความทรงจำ (เรื่องดีๆ) สามารถคงอยู่กับเราได้นานขึ้น

ขอให้มีความสุขกับการใช้ชีวิตในวันนี้ทุกคนนะครับ

มรณานุสติ

ได้ยินข่าวร้ายที่น่าตกใจ ว่ามีเพื่อนรุ่นพี่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์

เพื่อนรุ่นพี่คนนี้รู้จักและสนิทสนมกันมาตั้งแต่ตอนเรียนมัธยม เพราะอยู่วงโยธวาทิตด้วยกัน แต่พอจบม.ปลายแล้วก็ไม่เคยได้พบกันอีกเลย
น่าเสียดาย ที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานมากแล้ว

ถึงแม้ว่าความตายจะอยู่รอบๆ ตัวเรา แต่เราเองก็ไม่ได้ตระหนักถึงมันมากนัก
เหตุการณ์นี้จะต้องเกิดขึ้นกับเรา และคนรอบตัวเรา ไม่วันใดก็วันหนึ่ง อาจจะเป็นพรุ่งนี้ หรืออาจจะเป็นวันนี้ก็ได้ ไม่มีใครรู้

ถ้าเราเป็นคนที่ต้องจากไปเอง เราได้เตรียมการที่ดีพอไว้ให้กับคนที่อยู่ข้างหลังแล้วหรือยัง
เรามีคนที่เราอยากโทรไปคุย อยากบอกเขาว่าเรารัก เราคิดถึง เราเป็นห่วง ได้ใช้โอกาสทำสิ่งเหล่านั้นมากเพียงพอแล้วหรือยัง
ถ้าเป็นคนที่เรารัก ที่จะต้องจากไป เราได้ใช้เวลากับเขาเหล่านั้นมากเท่าที่เราอยากทำแล้วหรือยัง

ผมไม่รู้ความหมายจริงๆ หรอกว่า มรณานุสติหมายความว่าอย่างไร แต่สำหรับผมแล้ว นี่คือสิ่งที่เตือนใจ ให้เราใช้ชีวิตในแต่ละวัน ด้วยความไม่ประมาท

อย่าหวังว่าปัญหามันจะละลายหายไปเอง

flatfoot-76564_640เมื่อเช้าเอารถ accord ไปปะยาง หลังจากที่ต้องเอามันไปเติมลมล้อหน้าข้างขวามาตั้ง 3 ครั้งในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

ครั้งล่าสุดคือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี่เอง (วันนี้วันพฤหัส) ช่วงวันจันทร์ถึงวันพุธไม่ได้ใช้รถเลย วันนี้จะขับรถออกมา อ้าว ยางแบนแบบสังเกตเห็นได้เลย แต่ก็ยังขับได้นะ

ตอนแรกคิดจะแวะศูนย์ฮอนด้าหน้าบ้านเพื่อเคลมยาง เพราะคิดว่าคงไม่ได้ไปเหยียบตะปูหรืออะไรหรอก คือถ้าใช่ มันก็คงจะแฟบ แบน ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ใช่ค่อยๆ ซึม ใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือหลายๆ วันอย่างนี้ ถ้าดูแล้วเป็นปัญหาที่ยางก็น่าจะเคลมกับศูนย์ได้ รถยังใหม่อยู่มาก

แต่ปรากฎว่า ศูนย์ปิดปีใหม่ เลยขับเลยไปหน่อย ไปร้านปะยางธรรมดาที่อยู่ในปั้มน้ำมันบางจากแถวๆ นั้นแหละ เคยไปใช้บริการสองสามครั้งกับรถคันเดิม

ปรากฎว่า ปัญหาจริงๆ ก็คือ ยางไปเหยียบตะปูมา กลางหน้ายางเลย ถ้าไม่ถอดออกมาดูก็มองไม่เห็นหรอก ทำให้ลมมันซึมออกเรื่อยๆ ปะยางแป๊บเดียวก็เสร็จ

เรื่องนี้ทำให้เราเรียนรู้อะไรบ้าง?

ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันผิดปกติไป มันจะต้องมีสาเหตุ การที่ลมยางรถยนต์ใหม่เอี่ยมอายุไม่ถึง 4 เดือนอ่อนจนต้องเดิม 2-3 ครั้งในรอบเดือนเดียว ถือว่าผิดปกติ แสดงว่ามันต้องมีสาเหตุแน่ๆ แต่ที่ผ่านมาเราวันแต่ “รอ” ดูท่าที โดยคาดหมายว่า ปัญหามันจะหายไปเอง (จะว่าไปแล้ว ตอนแรกยังไม่ได้คิดว่ามันเป็นปัญหาเสียด้วยซ้ำ) ปัญหามันไม่หายไปหรอก ถ้าต้นเหตุของปัญหานั้น ยังไม่ได้รับการแก้ไข

การหวังให้ปัญหาหายไปเอง เป็นเรื่องเพ้อฝัน

สิ่งที่ควรจะทำทันที ก็คือ ค้นหาสาเหตุ ทำความเข้าใจกับปัญหาว่า ทำไมมันถึงเกิดปัญหาขึ้น
ส่วนที่ว่าจะแก้ไขยังไงนั้น ยังเป็นเรื่องในลำดับถัดไป

แต่การไม่ค้นหาสาเหตุ ทำเป็น ignore ปัญหา แล้วคาดว่าวันจะหายไปเอง เป็นความคิดแบบเด็กๆ โดยแท้

จัดการกับความกลัว

afraidcartoonผมเพิ่งผ่านการวิ่งยาว 29 กิโลเมตรมาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี่เอง ตามแผนการซ้อมเพื่อลงวิ่งในพัทยามาราธอน 2013 และคิดว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรบางอย่างที่อาจมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง

สิ่งที่อยากเล่าให้ฟังวันนี้คือ “ความกลัว” ครับ ถึงแม้ว่าผมเองจะเคยวิ่งระยะทาง 29 กิโลเมตรมาเกือบๆ สิบครั้งแล้วก็ตาม แต่ก็กลัวอยู่ดี

กลัวอะไร?

กลัวว่าจะวิ่งไม่ไหว กลัวจะต้องหยุดก่อนครบระยะที่ต้องการ กลัวใจตัวเอง
กลัว “แพ้” ใจตัวเอง กลัวที่จะต้องยอมแพ้ กลัวที่จะล้มเหลว

แล้วเอาชนะความกลัวมาได้อย่างไร?

เปล่าครับ ผมไม่ได้เอาชนะความกลัวพวกนั้นเลย ก็ยังกลัวอยู่ จนถึงระยะสุดท้ายของการวิ่ง ถึงแม้ตอนนี้จะวิ่งผ่านมาแล้ว ถ้าให้วิ่งอีก ผมก็คิดว่า จะยังคงกลัวอีกอยู่ดีนั่นแหละ
แต่ผมหาวิธี “จัดการ” โดยการ “บรรเทา” ความกล้วเหล่านั้นครับ

  • บอกกับตัวเองว่า สภาพร่างกายของเราทำได้ เพราะได้ซ้อมมาพอสมควรก่อนหน้านั้นแล้ว
  • บอกกับตัวเองว่า คนอื่นๆ เขาก็ทำได้ คนที่อายุมากกว่าเรา น้อยกว่าเรา อ้วนกว่าเรา ผอมกว่าเรา วิ่งเร็วกว่าช้ากว่า ฯลฯ
  • บอกกับตัวเองว่า เราเคยวิ่งมาแล้ว ไกลกว่านี้ก็เคยวิ่งมาแล้ว
  • บอกกับตัวเองว่า ถึงอย่างไร สิ่งนี้ก็ต้องทำ มันไม่มีทางหลีกเลี่ยง ไม่มีทางลัด ถ้าจะวิ่งมาราธอน มันก็จำเป็นต้องวิ่ง 29 กิโลเมตรให้ได้

สุดท้ายเลย เตรียมตัวทุกอย่างให้พร้อม มากที่สุดที่เราจะทำได้ ทานอาหารให้ถูกต้อง พักผ่อนให้เพียงพอ ทำอะไรก็ได้ที่จะเพิ่มความมั่นใจให้ว่าเราสามารถทำได้

ผมได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า การจัดการกับความกลัวนั้น นอกเหนือไปจากการเตรียมตัวให้พร้อมแล้ว ไม่มีอะไรมากไปกว่าการ “บอกกับตัวเอง” เท่านั้นเองครับ

ถ้าคุณเลือกเหตุผลที่จะมาสนับสนุน ว่าทำไมคุณถึงจะทำอะไรบางอย่างได้ คุณก็จะมีกำลังใจเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าในการกระทำอย่างเดียวกันนั้น คุณหาเหตุผลมาสนับสนุนว่า ทำไมถึงจะทำไม่ได้ คุณก็บั่นทอนกำลังใจของตัวเองเปล่าๆ เท่านั้นเอง

เลือกข้อความที่จะคุยกับตัวเองให้ถูกต้อง แล้วคุณจะสามารถจัดการกับความกลัวที่ผ่านเข้ามาได้แน่นอน

henry_ford_quote“WHETHER YOU THINK YOU CAN, OR THINK YOU CAN’T. YOU’RE RIGHT”

Knowledge vs Skill

93235624_7c9abb513b สองคำนี้มีความแตกต่างกัน ในความหมายเผินๆ ฟังดูใกล้เคียงกันมาก ในภาษาไทยเราก็ใช้คล้องจองคู่กันไปบ่อยว่า “ความรู้ความสามารถ” แต่ลองทบทวนให้ดี สองอย่างนี้ เหมือนกันจริงๆ หรือ?

Knowledge หรือ ความรู่้ มีความหมายในแง่ของความรู้ในขั้นตอน กระบวนการ หลักการ เหตุและผล จะเรียกว่าความรู้ในเชิงทฤษฎี ก็คงจะได้

ในขณะที่ Skill ซึ่งอยากจะแปลว่า ทักษะ หรือความสามารถในการ “ลงมือปฏิบัติ” งานอย่างใดอย่างหนึ่ง การมีทักษะหรือมี skill จึงอาจจะเรียกง่ายๆ ได้ว่า “มีฝีมือ” นั่นเอง

ถ้าจะยกตัวอย่างการขับรถเป็นงานอย่างหนึ่ง ความรู้ คือรู้ทฤษฎีว่า จะขับรถต้องมีขั้นตอน 1-2-3-4 สตาร์ทรถ เหยียบเบรค เข้าเกียร์ ปล่อยเบรค เหยียบคันเร่ง ประคองพวงมาลัย ฯลฯ บรรยายกันยืดยาว นั่นคือมี “ความรู้” ว่าจะขับรถต้องทำอะไรบ้าง

แต่ลำพังเพียงแค่มี knowledge ว่าจะขับรถได้อย่างไร ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่า คนๆ นั้นจะสามารถ “ขับรถ” ได้จริงหรือไม่

ความสามารถในการ “ขับ” จริงๆ นั่นแหละคือทักษะ หรือ skill ซึ่งได้มาจากการสั่งสมประสบการณ์เป็นสำคัญ

1357017106_0c3a1b0f97

การสร้างความรู้ ทำได้โดยการเรียน สุ จิ ปุ ลิ หรือฟัง คิด ถาม เขียน นี่คือกระบวนการเรียนรู้ ส่วนการสร้าง skill ทำได้โดยการลงมือปฏิบัติงานนั้นๆ โดยตรง

ทั้งความรู้และทักษะเป็นสิ่งจำเป็นทั้งคู่ หากต้องการประสบความสำเร็จในงานที่ทำ

ถ้าคุณมีแต่ความรู้ knowledge เพียงอย่างเดียว แต่ขาดทักษะ ขาดประสบการณ์ในการทำงาน ไม่เคยลงมือปฏิบัติเลย ความรู้มากมายที่คุณมี จะไม่ก่อประโยชน์ใดๆ เลย เข้าทำนอง ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด ไม่ว่าจะเรียนและจดจำทฤษฎีการขับรถ ขับเครื่องบิน หรือ ว่ายน้ำ มากเพียงใด แต่ถ้าไม่ได้ลงมือทำจริง ปฏิบัติจริง เจอสถานการณ์ปัญหาเฉพาะหน้าจริง ก็ไม่เกิดประโยชน์

ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณพัฒนาทักษะและประสบการณ์มาจากการ “ลงมือทำ” เพียงอย่างเดียว ถึงแม้ว่าคุณจะทำงานตรงหน้าได้ก็ตาม แต่คุณจะไม่สามารถพลิกแพลง ต่อยอด พัฒนาฝีมือให้ก้าวหน้าขึ้นไปได้ ถ้าไม่ได้เรียนรู้เพิ่มเติม คุณจะทำได้แต่งานเดิมๆ ซ้ำๆ เท่านั้น หรือถึงจะพัฒนาไปได้ ก็ไปได้ด้วยอัตราที่เชื่องช้า เพราะเป็นการลองผิดลองถูกเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้มีพื้นฐานมาจากเหตุผล หรือ ความรู้ในเชิงวิชาการใดๆ

ถ้าวันนี้คุณมีความรู้มากมายหลายเรื่อง แต่ไม่ได้เอาออกมาใช้จริง ก็ลองลงมือทำอะไรบางอย่างก่อนที่ความรู้เหล่านั้นจะขึ้นสนิม ไม่แน่ คุณอาจจะ “ค้นพบ” พรสวรรค์ หรือ ความชอบในทักษะบางอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อนก็ได้

และถ้าวันนี้ คุณสามารถทำอะไรบางอย่างได้อย่างเชี่ยวชาญชำนาญดีแล้ว เรียกว่าหลับตาทำก็ยังได้ ก็ลองใช้ความคิดพิจารณาขั้นตอนต่างๆ ที่ทำดู ทำไมต้องทำอย่างนี้ เพิ่มหรือลดขั้นตอนบางอย่างได้หรือไม่? ทำไม? คุณอาจค้นพบแนวทางใหม่ๆ ที่จะพัฒนาความรู้ และงานฝีมือของคุณก้าวไปอีกระดับก็เป็นได้

Pattaya Marathon 2013 Training Plan

ปีนี้ตั้งใจว่าจะไปวิ่งที่พัทยามาราธอนอีกครั้ง หลังจากที่เคยไปครั้งแรกเมื่อสองปีก่อน ดูเหมือนว่าปีนี้จะแข่งวันที่ 21 กรกฎาคม 2556 ซึ่งนับจากวันนี้ไปก็อีก 18 สัปดาห์พอดี ได้เวลาเริ่มฝึกแล้ว

คราวนี้เลือกใช้แผนการฝึกของ Hal Higdon Novice 2 ซึ่งเพิ่มระยะทางเข้ามาอีกพอสมควร แต่จำนวนวันในการฝึกยังเท่าเดิม คิดว่าน่าจะพอรับมือไหว

Pattaya Marathon-Training-Plan-2013

สำหรับคนที่สนใจ training plan แบบอื่นๆ แนะนำให้ไปดูที่ http://www.halhigdon.com/training/51135/Marathon-Training-Guide 

Marathon Training Plans & Guide

คาดว่าคงมีคนเข้ามามองหา marathon training plan กันหลายคน ผมเลย post ไว้ที่ google doc นะครับ  พวกนี้เป็น original file เลย

Excel Training Plan – for finisher

Excel Training Plan – for sub-5 hours

Marathon training guide – word 

แถม Powerpoint slide ที่ผมเตรียมไว้ตอนให้คำแนะนำกับคนในบริษัทสำหรับ Bangkok Marathon